
วันจันทร์ที่ 9 เมษายน 2018 รถแข่งปอร์เช่ 919 ไฮบริด อีโว (Porsche 919 Hybrid Evo)
เจ้าของ ตำแหน่งแชมป์รายการ Le Mans สร้างสถิติใหม่ด้วยระยะเวลาต่อรอบเร็วที่สุดของสนามแข่ง Spa-Francorchamps
จากการขับขี่อย่างยอดเยี่ยมเกินคำบรรยายของนักแข่งทีมโรงงานปอร์เช่ Neel Jani นำพารถแข่งพลังแรงโลดแล่น ผ่านระยะทาง 7.004 กิโลเมตร
รอบสนามแข่งที่ใช้ในรายการ Belgian Grand Prix
ท่ามกลางความสงบของเทือกเขา Ardennes ด้วยเวลาอันเป็นสถิติ 1:41.770 นาที
นักแข่งวัย 34 ปี ชาวสวิสเซอร์แลนด์รายนี้คือผู้ที่วิ่งรอบสนาม
ด้วยความเร็วกว่าสถิติเดิมถึง 0.783 วินาที ตัวเลขดังกล่าวเคยเกิดขึ้นจากฝีมือของ
Lewis Hamilton (สหราชอาณาจักร) หลังพวงมาลัยของรถแข่ง Mercedes F1
W07 Hybrid โดยในครั้งนั้น Hamilton สามารถทำเวลาต่อรอบได้เร็วที่สุดภายใน
1:42.553 นาที ซึ่งเขาได้สร้างสถิติไว้เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2017
และแน่นอนว่าเป็นการแข่งขันรถยนต์สูตรหนึ่งหรือ F1
ที่เขาคว้าตำแหน่งโพลไปครองได้เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ส่วน Jani
สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 359 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และทำความเร็วเฉลี่ยถึง
245.61 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การวิ่งรอบที่ถูกบันทึกเป็นสถิติ เริ่มต้นขึ้นในเวลา
10:23 น. อุณหภูมิอากาศขณะนั้นอยู่ที่ 11 องศาเซลเซียส
สำหรับอุณหภูมิพื้นผิวสนามอยู่ที่ 13° องศาเซลเซียส

Fritz Enzinger รองประธานกรรมการบริหาร ผู้ดูแลรับผิดขอบส่วนงาน LMP1
ของปอร์เช่ ได้กล่าวว่า “การขับที่เกิดขึ้น ในรอบนี้
คือความมหัศจรรย์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้
ทั้งหมดนี้คือการประสานงานอย่างลงตัวระหว่างฝีไม้ลายมืออันโดด เด่นของ Neel
และสุดยอดผลงานทางวิศวกรรมของเรา
สถิติเวลาต่อรอบอันน่าประทับใจดังกล่าวคือบทพิสูจน์ถึง
สมรรถนะที่ยอดเยี่ยมจากนวัตกรรมรถแข่งที่ล้ำสมัยที่สุดในช่วงเวลาของมัน
เป้าหมายของเราคือการแสดงให้เห็นเป็นที่ ประจักษ์ถึงศักยภาพของรถแข่งปอร์เช่
919 ไฮบริด (Porsche 919 Hybrid) ที่ปราศจากซึ่งพันธนาการของข้อกำหนด
ต่างๆ มากมายที่ถูกจำกัดในการแข่งขัน”

หัวหน้าทีมแข่ง Andreas Seidl กล่าวเสริมต่อไปอีกว่า
“ความสำเร็จที่ต่อยอดเพิ่มขึ้นในครั้งนี้เป็นผลจากการทุ่มเท
ทำงานอย่างหนักของทีมงานปอร์เช่ LMP
และในวันนี้สิ่งที่ได้รับคือความภูมิใจสูงสุดที่เกิดขึ้นกับบรรดาวิศวกรมือฉมัง
ของเรา ไม่ใช่แค่เพียง Neel และทีมงานเท่านั้นที่เป็นหัวใจของการบรรลุเป้าหมาย
นักขับทั้ง 6 รายที่ลงแข่งในรายการ LMP1 ฤดูกาล 2017
ล้วนแล้วแต่มีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์โครงการนี้ให้สำเร็จลุล่วง
จุดมุ่งหมายของพวกเรา ทุกคนคือการแสดงให้เห็นว่า รถแข่งปอร์เช่ 919 ไฮบริด
(Porsche 919 Hybrid) มีสมรรถนะที่เหนือชั้นเพียงใด
เมื่อไม่มีความจำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรา
ยการ World Endurance Championship ดังเช่นทุกครั้งที่ลงสนาม”
ด้วยความล้ำเลิศของรถแข่ง 919 ไฮบริด (919 Hybrid)
ทีมแข่งปอร์เช่สามารถคว้าชัยชนะในรายการแข่งขัน Le Mans 24 ชั่วโมง
ได้ติดต่อกัน 3 ฤดูกาล ตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2017
รวมทั้งครองตำแหน่งแชมป์โลกทั้งประเภทโรงงานผู้ผลิตและ
ประเภทนักขับจากการเข้าร่วมประลองความเร็วในรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรีย
บระดับนานาชาติ FIA World
Endurance Championship (WEC) ภายในฤดูกาลเดียวกัน

Neel Jani แสดงความคิดเห็นไว้ว่า “รถแข่ง 919 อีโว (919 Evo)
สร้างผลงานได้สุดประทับใจ นี่คือรถแข่ง
ที่วิ่งได้เร็วที่สุดเท่าที่ผมเคยขับมาเลยทีเดียว
ประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนของมันนั้นได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับผม
แน่นอนว่าไม่อาจจินตนาการสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าจนกว่าจะได้สัมผัสมันด้วยมือตั
วเอง ความเร็วอันน่าเหลือเชื่อที่ทำได้ ต่อการวิ่งหนึ่งรอบสนามของ 919 อีโว (919
Evo) ตอบสนองต่อทุกปฏิกิริยาของการขับขี่ มันช่างมีความแตกต่าง
เป็นอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับการแข่งขันในรายการ WEC
เราไม่เพียงแค่ไปได้รวดเร็วกว่ารถแข่ง F1 ที่คว้าตำแหน่ง โพลในฤดูกาล 2017
แต่ในวันนี้เวลาต่อรอบของเราเร็วกว่าเดิมถึง 12 วินาทีเมื่อเปรียบเทียบ
กับตำแหน่ง โพลของเราเองในการแข่งขัน WEC ปีที่แล้ว! เรามีช่วงเวลา 3
วันอันน่าอัศจรรย์ที่สนาม Spa แห่งนี้ ช่วงเช้า
ของวันหลังจากเริ่มต้นการวิ่งในรอบแรก
ผมสามารถรับรู้ได้ถึงสมรรถนะเหนือระดับของรถแข่งคันนี้ ทีมวิศวกรทำผลงานของพวกเขาออกมาดีเยี่ยม
ตัวรถได้รับการปรับแต่งอย่างสมบูรณ์แบบและยางมิชลิน (Michelin)
ให้การตอบสนองที่เร้าใจต้องขอขอบคุณไปยังทีมงานปอร์เช่ทุกคนสำหรับประสบการณ์การขับขี่ที่หาจากที่
ไหนไม่ได้อีกแล้ว”

ปลดปล่อยพันธนาการเพื่อทำลายสถิติ
กฎข้อบังคับทางเทคนิคที่ได้รับการกำหนดขึ้นโดย FIA
สำหรับการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการ WEC และ Le Mans
ทำหน้าที่ของมันได้อย่างไม่มีที่ติในแง่มุมของการช่วยให้เกิดการแข่งขันที่สูสีระห
ว่างรถแข่งต้นแบบใน class 1 Le Mans hybrid prototypes
ซึ่งทีมโรงงานที่เข้าร่วมประกอบด้วยอาวดี้ (Audi), ปอร์เช่ (Porsche)
และโตโยต้า (Toyota) อย่างไรก็ตามยังคงมีหนึ่งคำถามที่ยังค้างคาใจ –
รถแข่งปอร์เช่ 919 ไฮบริด (Porsche 919 Hybrid)
จะสามารถแสดงศักยภาพออกมาได้มากแค่ไหน
หากปราศจากกฎข้อบังคับที่คอยควบคุมมันเอาไว้ – จนกระทั่งบัดนี้
คำตอบได้ปรากฎขึ้นแล้ว
Stephen Mitas หัวหน้าทีมวิศวกร LMP1 ในฐานะผู้นำของโครงการ
เขาได้ให้ความเห็นไว้ว่า “สำหรับพวกเรา
มันคือความใฝ่ฝันในเชิงวิศวกรรมที่กลายเป็นความจริง”
นายช่างชาวออสเตรเลียยังกล่าวสบทบต่อไปอีกว่า “การได้เข้า
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา ปรับปรุง และส่งรถลงแข่งขันตลอดระยะเวลา 4 ปี
ทำให้ทีมงานทุกชีวิตมีความสัมพันธ์ ที่สนิทแนบแน่นกับรถแข่งคันนี้มาก
เราทุกคนต่างรู้ดีว่าทุกๆ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับ 919 ไฮบริด (919 Hybrid) นั้น
ไม่เคยมาจากศักยภาพสูงสุดของมันเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ในความเป็นจริงแม้แต่เวอร์ชั่น อีโว (Evo) ก็ยังไม่ได้ปลดปล่อย
ความสามารถออกมาจนถึงขีดสุดของเทคโนโลยีทั้งหมดที่มีอยู่
ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะหลุดพ้นจากกฎเกณฑ์และข้อ จำกัดต่างๆ
รถคันนี้จะทำหน้าที่เติมเต็มความมุ่งมั่นทุ่มเท สร้างสรรค์ผลงานอันยอดเยี่ยม
เพียงพอที่จะทุบทำลายสถิติ ของรถแข่ง Formula One ได้”

สำหรับการเตรียมพร้อมเพื่อทำลายสถิติความเร็วในครั้งนี้
ใช้พื้นฐานจากตัวรถที่คว้าแชมป์โลกในฤดูกาล 2017 ปรับแต่ง
เพิ่มเติมด้วยแนวทางการพัฒนาที่จัดเตรียมไว้เพื่อรถที่จะลงแข่งขันในรายการ
WEC ในปี 2018 แต่ยังไม่เคยลงแข่งขัน เพราะถอนตัวจากรายการเมื่อปลายปี
2017 นอกเหนือจากนี้คืออุปกรณ์เพิ่มเติมด้านอากาศพลศาสตร์ที่ผลิตขึ้นใหม่
ทางด้านชิ้นส่วนภายในระบบส่งกำลังและเครื่องยนต์ของรถแข่ง ‘ปอร์เช่ 919
ไฮบริด อีโว (Porsche 919 Hybrid Evo)’ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น
รถแข่ง 919 ได้รับการติดตั้งขุมพลังเครื่องยนต์ 4 สูบ V4 ขนาดกะทัดรัด
ด้วยความจุกระบอกสูบเพียง 2.0 ลิตร
พร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จและระบบชาร์จพลังงานย้อนกลับที่แตกต่างกัน
2 รูปแบบ กล่าวคือพลังงานย้อนกลับ
ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากระบบเบรกคู่หน้าและอีกส่วนหนึ่งได้จากระบบระบายไอเสีย
เครื่องยนต์สันดาปภายในรับหน้าที่ขับ
เคลื่อนล้อคู่หลังในขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลังขับเคลื่อนให้แก่ล้อคู่หน้า
นั่นหมายความว่า รถแข่งคันนี้เร่งออกตัวด้วย ระบบ ขับเคลื่อน 4 ล้อ four-wheel
drive พลังงานที่เกิดขึ้นพร้อม กับการปล่อยไอเสียและพลังงาน ไฟฟ้าที่เกิดขึ้น
จากระบบเบรกคู่หน้า จะถูกเก็บสะสมเอาไว้ชั่วคราวในแบตเตอรี่
liquid-cooledlithium ion

กฎข้อบังคับในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการ WEC จำกัดพลังงาน
ที่ได้จากน้ำมันเชื้อเพลิงต่อการวิ่งรอบสนาม โดยการใช้ fuel flow meter
ในการแข่งขันบนสนาม Spa ประจำฤดูกาล 2017
ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายของรถแข่งปอร์เช่ 919 ไฮบริด (Porsche 919 Hybrid)
มันสามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเพียง 1.784 กิโลกรัม หรือ 2.464 ลิตร
เพื่อวิ่งรอบสนาม 1 รอบ โดยเครื่องยนต์สันดาปภายใน V4
เครื่องนี้สามารถสร้างพละกำลังได้สูงสุดกว่า 500 แรงม้า และเมื่อไม่มีข้อจำกัด
ในการแข่งขัน หลังจากปรับเปลี่ยนโปรแกรมแต่ยังคงใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแบบเดิม
(E20 ที่มีส่วนผสมของเอทานอล 20 เปอร์เซ็นต์) รถแข่งปอร์เช่ 919 ไฮบริด อีโว
(Porsche 919 Hybrid Evo) ให้กำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 720 แรงม้า
ปริมาณของพลังงานที่ได้จากระบบชาร์จย้อนกลับทั้ง 2
รูปแบบถูกใช้ในการวิ่งบนสนาม Spa ในฤดูกาล 2017 ที่ 6.37 เมกะจูล
ซึ่งเป็นค่าพลังงานที่ต่ำกว่าศักยภาพสูงสุดของรถคันนี้มาก
ในระหว่างการวิ่งเพื่อทำลายสถิติสนามของ Neel Jani
สามารถรื่นรมย์กับพละกำลังเต็มที่จากพลังงานกว่า 8.49 เมกะจูลส์
หรือคิดเป็นแรงม้าที่ได้จากเครื่องจักรเพิ่มขึ้นจากเดิม ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ จาก 400
เป็น 440 แรงม้า
ทีมงานวิศวกรยังได้ปลดปล่อยขีดความสามารถด้านอากาศพลศาสตร์ของตัวรถ
919 อีโว (919 Evo) ออกมาจนถึงขีดสุดเช่นเดียวกัน
ดิฟฟิวเซอร์หน้าขนาดใหญ่ชุดใหม่ที่ให้ภาพลักษณ์ไปในทิศทางเดียวกันกับปีกหลั
งทรงสูง ตัวใหม่ อุปกรณ์ทั้งคู่ได้รับการควบคุมผ่านระบบ actively controlled
drag reduction ทำงานอัตโนมัติด้วยไฮดรอลิก
เพื่อปรับเปลี่ยนตำแหน่งองศาของดิฟฟิวเซอร์หน้าและการเปิดช่องรับอากาศบนปี
กหลัง และในส่วนล่างของ อีโว (Evo) ได้รับการติดตั้งครีบและสเกิร์ตข้างทรงสูง
ทั้งหมดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดด้านอากาศพลศาสตร์
เท่าที่จะสามารถทำได้ ผลลัพธ์คือแรงกดที่กระทำบนตัวรถเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 53
เปอร์เซ็นต์ และให้ประสิทธิภาพเพิ่ม ขึ้นมากกว่า 66 เปอร์เซ็นต์
(เมื่อเปรียบเทียบกับการแข่งขันรายการ 2017 Spa WEC รอบจัดอันดับ)

หลากหลายอุปกรณ์ที่ได้รับการเพิ่มเติมเพื่อเสริมสมรรถนะตัวรถให้มีประสิทธิภาพ
ยิ่งขึ้น 919 อีโว (919 Evo) ยกระดับระบบเบรกด้วย four-wheel brake-by- wire
system ผสานการทำงานร่วมกับระบบควบคุมเสถียรภาพ yaw control
ยิ่งไปกว่านั้น
ระบบบังคับเลี้ยวและชุดปีกนกของระบบช่วงล่างทั้งด้านหน้าและด้านหลังยังได้รับ
การปรับเปลี่ยน ให้แข็งแกร่งกว่าเดิม
สามารถรองรับสภาวะการใช้งานที่หนักหน่วงยิ่งขึ้นได้เป็นอย่างดี
หากเปรียบเทียบกับรถที่ใช้ในการแข่งขันตามปกติ
น้ำหนักรถที่ยังไม่รวมของเหลวได้รับการปรับให้ลดลงจากเดิมถึง 39 กิโลกรัม
เหลือเพียง 849 กิโลกรัม
ตัวเลขอันน่าเหลือเชื่อนี้เกิดขึ้นจากความพยายามในการลดจำนวนชิ้นส่วนอุปกร
ณ์ ที่ไม่มีความจำเป็นลงให้น้อยที่สุด
หลงเหลือไว้สำหรับการวิ่งอย่างเต็มกำลังเพื่อทำเวลาต่อรอบให้เร็วที่สุดเพียงรอบส
นาม เดียวเท่านั้น: ระบบปรับอากาศ ใบปัดน้ำฝน เซนเซอร์ในหลายตำแหน่ง
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้สำหรับการแข่งขัน
ระบบไฟส่องสว่างและระบบแม่แรงลมสำหรับยกรถถูกถอดออกไปจนหมด

ทางด้านของมิชลิน (Michelin)
ในฐานะบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ซึ่งเป็นพันธมิตรรายสำคัญและทำงานใกล้ชิดกับป
อร์เช่ มาอย่างยาวนาน
ให้ความสนใจอย่างมากในการมีส่วนร่วมลงมือปรับปรุงรถแข่ง
ปอร์เช่ที่ได้รับการพัฒนาจนกระทั่ง สามารถสร้างแรงกดตัวถังได้มากกว่ารถแข่ง
Formula One ด้วยจุดมุ่งหมายในการรักษาขนาดของยางให้คงเดิม (31/71-18)
สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนของยางให้มากขึ้น
มิชลิน (Michelin) รับหน้าที่ในการ ปรับปรุงส่วน
ผสมของเนื้อยางให้มีแรงยึดเกาะสูงสุดโดยมีความปลอดภัยสูงสุดเช่นกัน



Comments