
ผู้อ่านหลายท่านในวงการ Startup น่าจะพอทราบว่าดาราชื่อดัง Ashton Kutcher เขาเป็นทั้งนักลงทุน และมีกองทุนที่จัดตั้งกับเพื่อนๆ ที่ลงทุนในธุรกิจ Startup อย่าง A-Grade Investments และมีหลายบริษัทที่อยู่ใน Portfolio ที่น่าสนใจของเขามากมาย อาทิ Spotify, Airbnb, Fab, Dwolla และ Uber
ล่าสุด Ashton ออกมาเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวที่ atrium Startup ตัวใหม่ของ Justin Kan (อดีต Partner ของ Ycombinator ที่เคยมาพูดในงาน Techsauce Summit ปี 2016) ว่าเหตุใดเขาถึงเลือกลงทุนในธุรกิจสายเทคโนโลยี ซึ่งบทความนี้เป็นคำแนะนำดีๆ กับนักลงทุนสามารถนำมาปรับใช้ได้ ในขณะที่ตัว Startup เองก็จะได้เข้าใจว่านักลงทุนเขามีมุมมองต่อคุณอย่างไร เราไปดูบทสรุปการลงทุนแนว Ashton Kucher กัน
รูปแบบการลงทุน
สำหรับ Ashton เขาไม่ได้เน้นว่าการลงทุนในธุรกิจ Startup นั้น ต้องอยู่ใน Stage ไหน ธุรกิจไหน แต่เน้นการลงทุนในธุรกิจที่ช่วยแก้ปัญหายากๆ ที่จะช่วยให้อนาคตเราดีขึ้น และนี่เป็นเป้าหมายพื้นฐานของเข
สูตรสำเร็จการลงทุน
เขากล่าวว่า กองทุนต่างๆ พยายามเน้นเรื่องทำอย่างไรให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุง มีการใช้โมเดลที่มีความซับซ้อน ซึ่งแน่นอนผลสุดท้ายก็มีทั้งที่ได้ผลตอบแทนที่ดี และก็อาจจะไม่ สำหรับเขาแล้วไม่ได้มองในรูปแบบนั้นเสียทีเดียว เขาให้น้ำหนักกับ 2 สิ่ง คือ ผลตอบแทนให้กับ Limited Partner ของเขา : เงินกองทุนนี้สามารถทำผลตอบแทน 6-10 เท่าในระยะเวลา 5,8,10 ปีไหม แต่นั่นไม่ใช่ปัจจัยเดียว อีกสิ่งหนึ่งคือ ความสุข ทั้งความสุขที่ทำงานร่วมกับคนเก่งๆ ที่กำลังแก้ปัญหาที่ท้าทาย เมื่อการทำงานแล้วมีความสุข เขาก็เชื่อว่ามันจะสะท้อนให้ผลลัพธ์ในการลงทุนที่ดีเช่นกัน โดยกองทุนแรกของเขามีผลตอบแทนอยู่ที่ 8-9 เท่า อย่างไรก็ตามตัวเขาเองก็เคยผิดพลาดจากการลงทุน แต่นั่นก็ทำให้เขามีประสบการณ์มากขึ้นไปด้วย สำหรับบริษัทที่เขาลงทุนนั้น บริษัทหลายแห่งคงไม่ได้ทำให้เกิดผลตอบแทนได้ถึง 100 เท่า แต่ก็ให้ผลตอบแทน 5-6 เท่าแต่เน้นที่การแก้ปัญหาสำคัญๆ ในสังคม
รู้ตัวเองว่าไม่รู้อะไร
ในช่วงที่ลงทุน มันเป็นเรื่องที่ยากจะรู้ว่าอนาคตของผลิตภัณฑ์ตัวนี้เป็นอย่างไร และจะสร้างรายได้เยอะแค่ไหน สิ่งสำคัญก็คือการดูที่คุณค่าของสิ่งที่ผลิตภํณฑ์นั้นมอบให้กับลูกค้านั้นนั้นดีมากพอไหม ถ้าใช่มันจะมีหนทางของพวกเขาในการสร้างรายได้เอง แต่ถ้าลงทุนโดยใช้โมเดลตามสูตรตัวเลขมาตรฐานแล้ว การลงทุนในลักษณะนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น เขาจำได้ว่าเมื่อ 8 ปีก่อนเขานั่งคุยกับที่ปรึกษาของเขาเอง และโดนถามว่า “จงเรียงลำดับบริษัท 10 บริษัทนี้บนกระดาษ โดยเรียงลำดับว่าบริษัทไหนที่คิดว่าจะมีมูลค่ามากที่สุด และเรียงลำดับบริษัทไหนที่ทำรายได้มากที่สุด” ปรากฎว่าผลคือ สิ่งที่เขาลองเรียงดูนั้นบริษัทที่เค้าคิดว่าทำรายได้น้อยที่สุดกับมีมูลค่าสูงสุง และบริษัทที่สร้างรายได้มากที่สุด กลับมีมูลค่าน้อยที่สุด (อ่านถึงตรงนี้แล้วบทความของ Ashoton อาจย้อนแย้งในการทำธุรกิจแบบดั้งเดิม และเสี่ยงมาก แต่สำหรับโลก Startup มุมมองของนักลงทุนในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี มองหาโอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมากกว่าเพียงแค่ดูที่ปัจจุบัน)
สนับสนุนเนื้อหา : techsauce.co
อ่านต่อได้ที่ : sanook



Comments