หนังสือการ์ตูนชื่อดังที่บอกเล่าเรื่องราว “ความเป็นวัยรุ่น” ของคนหลากหลายวัย
“Koi wa Ameagari no you ni” หนังสือการ์ตูนชื่อดังที่บอกเล่าเรื่องราว “ความเป็นวัยรุ่น” ของคนหลากหลายวัย ลงตีพิมพ์ในนิตยสาร “Big Comic Spirits” รายสัปดาห์ โดยสำนักพิมพ์โชกะขุคัง “ตอนแรกก็คิดว่าจะเป็นเรื่องราวความรักต่างวัยของลุงที่ความฝันได้หยุดชะงักไปละมั้ง” ผู้อำนวยการสร้างอิชิกุโระ ยูสุเกะกล่าว “แต่พออ่านต่อไป ก็ทำให้รู้สึกจับใจว่าเป็นเรื่องราวที่งดงามและซื่อตรง เต็มไปด้วย “ความเป็นวัยรุ่น” ของผู้คนหลากหลาย ผมเลยเริ่มรู้สึกว่ามันจะกลายเป็นภาพยนตร์ที่คนจำนวนมากหลงรักได้อย่างแน่นอน” แม้ว่าต้นฉบับจะโด่งดังอย่างมากอยู่แล้ว แต่ด้วยความคิดที่ว่า “จะไม่เพียงนำเสน่ห์ที่ต้นฉบับมีอยู่มาปรับใช้กับภาพยนตร์ แต่ต้องสร้างความรู้สึกที่มีเฉพาะในภาพยนตร์ขึ้นมา” จึงได้ติดต่อไปยังผู้กำกับนากาอิ อากิระ ที่จริงแล้วเมื่อหลายปีก่อน ผู้กำกับนากาอิได้เคยอ่านการ์ตูนต้นฉบับแล้วจากการที่มีคนแนะนำ “เป็นผลงานที่ชอบมากครับ ก่อนอ่านได้ยินว่าเป็นเรื่องรักของนักเรียนสาวม.ปลายกับคุณลุง เลยคิดว่าเป็นงานที่อารมณ์ค่อนข้างอีโรติก หรือไม่ก็ความรักบริสุทธิ์จนถึงขั้นเป็นไปไม่ได้ แต่ไม่ใช่เลยทั้งสองอย่าง มันเป็นผลงานที่ตลกและมีชีวิตชีวา เบิกทางให้การ์ตูนประเภทใหม่ เป็นแนวที่ผมไม่เคยถ่ายทำมาก่อน ก็คิดว่าอยากจะลองท้าทายดูครับ” เขากล่าว
การเลือกนักแสดงที่แม้แต่แฟน ๆ ที่ติดตามต้นฉบับยังยอมรับ
หลังจากตัดสินใจว่าจะเลือกผู้กำกับนากาอิ ก็มีการประชุมงานอย่างรอบคอบโดยรับฟังความคิดเห็นของนักเขียนการ์ตูนต้นฉบับ มายุซุกิ จุนด้วย ในระหว่างที่การเขียนบทดำเนินไป การคัดเลือกนักแสดงซึ่งเป็นจุดสำคัญที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้ข้อสรุป จากความคิดอันแรงกล้าที่จะไม่ทำให้แฟน ๆ ที่ติดตามต้นฉบับผิดหวัง จึงได้มีการติดต่อไปยังโคมัตสึ นานะ ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีรูปร่างลักษณะตรงตามตัวละครเอก อากิระ ในการ์ตูนต้นฉบับ “นักแสดงสาววัยรุ่นที่นอกจากจะมีลักษณะภายนอกเหมือนอากิระแล้ว ยังจะสามารถแสดงความรู้สึกอันอ่อนไหวของอากิระได้อย่างสมบูรณ์แบบ ก็นึกถึงใครไม่ออกแล้วนอกจากโคมัตสึ นานะ” ผู้อำนวยการสร้างอิชิกุโระกล่าว ส่วนคนโดซึ่งเป็นตัวละครที่มีทั้งความตลกแบบคุณลุงที่น่าเบื่อและเสน่ห์ที่อากิระนักเรียนสาวม.ปลายตกหลุมรัก ก็เป็นอุปสรรคข้อใหญ่ แต่โออิซุมิสามารถก้าวข้ามอุปสรรคนั้นไปได้อย่างง่ายดาย “ถ้าเป็นโออิซุมิล่ะก็ นอกจากจะมีคุณลักษณะทั้งสองอย่างนี้แล้ว ก็ยังมีความเป็นพ่อที่โอบล้อมคนรอบข้างไว้อย่างอ่อนโยนด้วย” ผู้อำนวยการสร้างอิชิกุโระกล่าว ผู้กำกับก็ยังเห็นชอบด้วยว่า “เป็นการผสมผสานที่ลงตัว” และ “ที่สำคัญที่สุด ถึงแม้ทั้งสองคนนี้อยู่ข้างกันก็ไม่มีความน่ารังเกียจเลย ตรงนั้นแหละที่สำคัญในการถ่ายทำครั้งนี้” นอกจากนี้ ยังรวมเหล่านักแสดงมากความสามารถทั้งรุ่นใหม่และรุ่นเก่าที่ตรงตามต้นฉบับ เช่น เซโนะ นานะ อิโซมุระ ฮายาโตะ ฮายามะ โชโนะ มัตสึโมโตะ โฮโนกะ ยามาโมโตะ ไมกะ ฮามาดะ มาริ ทตสึกิ ชิเงะยูกิ และโยชิดะ โย
ช่างภาพหญิงที่ถ่ายทำโคมัตสึกับโออิซุมิที่แสดงร่วมกันเป็นครั้งแรกอย่างอ่อนโยน
โคมัตสึกับโออิซุมิแสดงร่วมกันครั้งนี้เป็นครั้งแรก ความเข้ากันได้ของทั้งคู่คือจุดสำคัญ โออิซุมิกล่าวว่า “ตอนแรกที่พบกัน (กับโคมัตสึ) ผมก็คิดว่า นี่มันอากิระนี่!” โคมัตสึที่ประกาศตัวว่าเป็น “คนขี้อาย” ก็ยังเปิดใจได้ในเวลาไม่นานเมื่อได้รู้จักกับโออิซุมิที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย คนโดที่อึดอัดเพราะถูกอากิระตอแยอย่างกระตือรือร้นก็เป็นหนึ่งในจุดที่น่าติดตามของภาพยนตร์เรื่องนี้ แม้แต่ในฉากเดทครั้งแรก คนโดที่กระสับกระส่ายคอยระวังสายตาคนรอบข้างกับการที่อากิระรุกหนักตั้งแต่ต้นจนจบก็เรียกเสียงฮาได้อย่างมาก ในคาเฟ่ทันสมัยที่มีแต่ลูกค้าผู้หญิง อยู่ ๆ อากิระก็โพล่งว่า “อยู่ถึงเช้าก็สบายมากค่ะ!” จนคนโดเผลอพ่นกาแฟออกมา บ่อยครั้งที่ทั้งสองคนและทีมงานหัวเราะลั่นออกมาเมื่อสั่งคัต แต่คนที่ถ่ายทั้งคู่อย่างจริงจังจนถึงที่สุดก็คือช่างภาพ อิจิฮาชิ โอริเอะ เธอเป็นช่างภาพหญิงผู้กระตือรือร้นที่เคยทำงานร่วมกับผู้กำกับนากาอินับครั้งไม่ถ้วนรวมถึงการถ่ายทำโฆษณา และเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้กำกับอย่างที่สุด “เธอถ่ายทำจากมุมมองเฉพาะตัวของผู้หญิง และภาพก็ออกมาไม่น่ารังเกียจ ที่สำคัญ เธอถ่ายเด็กสาว ๆ ออกมาได้น่ารัก ความสามารถของคุณอิจิฮาชิจึงสำคัญมากในการถ่ายทำภาพยนตร์ครั้งนี้ครับ” อิจิฮาชิเองกล่าวว่า “ส่วนในทางตรงข้าม ฉันก็มีปมว่าถ่ายภาพวาบหวิวไม่ได้” แต่ว่าเรื่องนี้เองคือประเด็นสำคัญของการถ่ายทำครั้งนี้ “ทั้งสองคนนี้มีความไม่เข้ากันกันอย่างมาก แถมถ้าก้าวพลาดครั้งเดียวคนโดก็เป็นอาชญากรไปเลย (หัวเราะ) อารมณ์ภาพที่ก้ำกึ่งแบบนั้น คุณอิจิฮาชิก็อุตส่าห์ถ่ายทำในมุมมองที่สวยงามอ่อนโยนให้ครับ” ผู้กำกับกล่าว
“สายฝน” ผู้บอกเล่าเรื่องราวที่ต้องสร้างอย่างพิถีพิถันใส่ใจ
ฉากฝนตกที่มีอยู่มากก็เป็นจุดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ เหมือนกับบทของคนโดที่พูดว่า “ทาจิบานะอยู่ ๆ ก็โผล่มาในวันที่ฝนตกตลอดเลยนะ” “ฉันได้พูดคุยกับผู้กำกับและฝ่ายจัดแสงว่าอยากสร้างผลงานที่ทำให้เห็นภาพฝนที่สวยงาม ครั้งนี้ฉันจึงขอร้องทีมงานที่ฉันเชื่อใจและปรกติทำงานโฆษณาด้วยกันมาสร้างฉากฝนตกให้ค่ะ” อิจิฮาชิกล่าว การบอกเล่าเรื่องราวในแต่ละฉากของฝนแต่ละครั้ง ทั้งฝนโปรย ฝนตกหนัก หรือพายุก็สร้างความประทับใจ แต่ฉากที่ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ายากคือฉากที่อากิระสารภาพรักกลางฝนกระหน่ำ โคมัตสึเองก็ยังเป็นห่วงว่า “ถ้ามีเด็กสาวแบบนี้อยู่จริง ๆ คงจะน่ากลัว” แต่ว่าอากิระที่บอกความในใจด้วยนัยน์ตามุ่งมั่นก็กลายเป็นฉากที่สวยงามอย่างน่าตะลึงฉากหนึ่ง
โออิซุมิและผู้กำกับที่คอยให้กำลังใจโคมัตสึที่เป็นกังวลอย่างเงียบ ๆ
“เป็นครั้งแรกที่มีคนบอกผมว่าอย่าเปลี่ยนบทพูดเลยสักคำ ยึดตามต้นฉบับจนถึงตอนนี้” ผู้กำกับตั้งใจจะสร้างภาพยนตร์ที่ตรงตามต้นฉบับจนโออิซุมิต้องแสดงความประหลาดใจออกมา “เวลาถ่ายทำภาพยนตร์ที่สร้างจากการ์ตูน ผมคิดว่ามันคือการรีเมก แค่คำพูดหายไปแค่คำเดียว ก็เสี่ยงที่จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่การ์ตูนเรื่องนั้นไปแล้ว ดังนั้นผมจึงขอทำงานอย่างเข้มงวดในส่วนนั้นครับ” ผู้กำกับกล่าว โคมัตสึก็กล่าวว่า “การทำงานของผู้กำกับที่พูดออกมาอย่างชัดเจนช่วยในเรื่องการแสดงได้ค่ะ” แต่ที่จริงในช่วงแรกของการถ่ายทำเธอก็ยังกังวล “จับคาแรกเตอร์ของอากิระไม่ได้เลยค่ะ” ในฉากที่อากิระไปเยี่ยมคนโดที่ป่วยเป็นหวัด เราได้เห็นโคมัตสึที่เจอปัญหาทำอารมณ์กับฉากร้องไห้ไม่ได้ แต่เพราะผู้กำกับที่รอจนเธอทำอารมณ์ได้ และโออิซุมิที่คอยปลอบว่า “ไม่เป็นไรนะ” หลังจากช่วงพัก น้ำตาของจริง “ในฐานะอากิระ” ก็ไหลอาบแก้ม หลายวันต่อมา ในฉากที่ทั้งคู่พบกันอีกครั้งริมแม่น้ำซึ่งเป็นฉากสุดท้ายของภาพยนตร์ เธอก็ต้องเตรียมตัวร้องไห้อีก แต่ครั้งนี้กลับกัน โคมัตสึน้ำตาไหลไม่หยุดตั้งแต่ช่วงซ้อม อิจิฮาชิที่ได้เห็นโคมัตสึซึ่งกลายเป็นอากิระไปโดยสมบูรณ์แบบกล่าวว่า “ฉันเองก็ถ่ายไปด้วยร้องไห้ไปด้วยตลอดเลยค่ะ” “ตั้งแต่ฉากริมแม่น้ำ เธอก็เหมือนทะลุกรอบไปได้ อย่างในฉากริมทะเลหลังจากนั้น เธอก็แสดงสีหน้าได้ดีมาก ๆ เธอสร้างความเชื่อใจกับคุณโออิซุมิได้แล้วด้วย ทางผมเองก็แทบไม่มีอะไรจะตำหนิเลย” ผู้กำกับกล่าว
ปรับโฉมร้านอาหารที่ปิดแล้วให้เป็นร้าน “การ์เด้น”
ร้านอาหาร “การ์เด้น” ที่เป็นฉากหลักของเรื่องนั้นได้ปรับปรุงใหม่ทั้งหมดจากร้านอาหารที่ปิดตัวลงแล้วในเขตชานเมืองคันโต จนถึงปัจจุบัน ร้านนี้เคยใช้ถ่ายทำละครและภาพยนตร์มาหลายต่อหลายครั้ง แต่การปรับโฉมอย่างละเอียดลออขนานใหญ่นี้เป็นครั้งแรก ตั้งแต่โซฟาไปจนถึงวอลล์เปเปอร์ ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามแบบของร้านการ์เด้นอย่างสมบูรณ์ ภาพการดูแลลูกค้าที่สมจริงของทีมนักแสดงที่เรียกว่าได้อ่านคู่มือการบริการลูกค้ามาก่อนเข้าฉากก็เป็นอีกจุดที่น่าดู ด้วยการถ่ายทำแบบลองเทคในครึ่งแรก เราจะถูกดึงดูดเข้าไปด้วยการถ่ายต่อเนื่องราวกับได้ชมในร้านไปรอบ ๆ อิจิฮาชิบอกว่า “เรื่องนั้นเป็นไอเดียของผู้กำกับ ฉันคิดว่าสร้างความรู้สึกตื่นเต้นในแบบของภาพยนตร์ได้ค่ะ” โออิซุมิที่มีบทพูดเป็นคนสุดท้ายของการถ่ายทำแบบลองเทคหัวเราะเจื่อน ๆ บอกว่า “ผมตื่นเต้นก็จริงนะครับ แต่ก็กังวลอยู่ว่าถ้าเล่นพลาดขึ้นมาละก็แย่แน่”
“ภาพการวิ่ง” ที่สวยงามเป็นผลจากความพยายาม
ด้วยตัวละครที่เป็นอดีตดาวเด่นชมรมกรีฑา โคมัตสึจึงต้องเจียดเวลาจากตารางงานที่แน่นเอี้ยดเพื่อมาซ้อมวิ่งตั้งแต่ก่อนถ่ายทำ เธอเตรียมร่างกายให้พร้อมอย่างจริงจัง เช่นระหว่างการถ่ายทำก็ซิตอัพไม่ได้ขาด “นอกจากฟอร์มจะสวยแล้ว ตรงที่วิ่งโดยใส่ความรู้สึกของอากิระลงไปก็เท่” อิจิฮาชิชื่นชม แต่ที่จริงแล้วตัวโคมัตสึเองค่อนข้างเกลียดความพ่ายแพ้เลยทีเดียว ผู้กำกับเผยว่า “แค่ครูฝึกชมการวิ่งของนักแสดงคนอื่นแค่นิดเดียวก็กระวนกระวายขึ้นมาเลย (หัวเราะ)” การเกลียดความพ่ายแพ้ของเธอเห็นผล (?) ฉากแอคชั่นที่ใช้สลิงช่วยในตอนเปิดเรื่องเธอก็ลองเล่นโดยไม่ใช้สแตนด์อิน ถึงจะได้แผลขีดข่วนเต็มตัวไม่สมกับเป็นนักแสดงหญิง แต่เธอก็ฝ่าฟันไปได้อย่างมุ่งมั่น “อยากทำได้สำเร็จอย่างเท่ ๆ โดยไม่ปริปากบ่นค่ะ”
โออิซุมิกับทตสึกิแสดงร่วมกันในบทเพื่อนร่วมรุ่น
ทตสึกิ ชิเงะยูกิปรากฎตัวในบทคุโจ จิฮิโระ เพื่อนร่วมรุ่นของคนโดสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทตสึกิเป็นเพื่อนในชีวิตจริงของโออิซุมิมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย และยังรู้จักกันในฐานะสมาชิก TEAM NACS ฉากที่ทั้งสองคนแสดงด้วยกันมีเสียงหัวเราะไม่หยุดอยู่เสมอ ในการถ่ายทำฉากพบกันอีกครั้งในร้านเหล้า ดูเหมือนทตสึกิจะพูดบทติด ๆ ขัด ๆ แต่ทั้งสองคนก็ยังทำหน้าตายแสดงกันต่อไป แต่พอผู้กำกับบอกว่า “โออิซุมิขำนิดหน่อย ถ่ายอีกรอบเผื่อไว้กันเถอะ” โออิซุมิก็บ่น “ขำหลังจากพูดลิ้นพันกันเนี่ยนะ เรื่องแบบนั้นไม่ทำหรอกน่า!” ทตสึกิ “ใช่แล้ว ผมน่ะแสดงดีอยู่นะ!” กองถ่ายเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะครืน แต่สุดท้ายทตสึกิก็ยอมรับที่พูดลิ้นพันกัน “โกหกครับ ขอโทษ (หัวเราะ)” และถ่ายใหม่อีกครั้งด้วยดี แม้ว่าทั้งคู่จะสนิทกันทั้งในชีวิตจริงและชีวิตการทำงาน แต่ในระหว่างถ่ายทำก็ไม่มีการพูดคุยเล่นหัว ทั้งคู่แสดงให้เห็นทัศนคติของนักแสดงที่จริงจังอย่างเช่นการเช็กบทกันอย่างรอบคอบ
การปิดกล้องที่จบลงด้วยน้ำตา
การถ่ายทำดำเนินไปจนสิ้นปี 2017 พอดี โออิซุมิปิดกล้องช่วงปลายปี ส่วนโคมัตสึปิดกล้องในวันสิ้นปี โออิซุมิถ่ายทำส่วนหนึ่งของฉากเดทเสร็จไปก่อน ณ เวลาที่ปิดกล้อง เขาก็กอดโคมัตสึอย่างเป็นธรรมชาติด้วยรอยยิ้ม ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นของทั้งคู่ที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันหนึ่งเดือนครึ่ง โออิซุมิกล่าวอย่างซึ้งใจว่า “ดีจริง ๆ ที่นานะจังเป็นคนน่ารัก เป็นกองถ่ายที่อยู่แล้วสบายใจครับ” หลังจากนั้น โคมัตสึจบการถ่ายทำด้วยการแสดงบทร้องไห้จนถึงตอนสุดท้าย ในฉากรำลึกความหลังในร้านการ์เด้น น้ำตาของเธอยังไม่หยุดไหลแม้ว่าการถ่ายทำจะสิ้นสุดลง บรรดาทีมงานก็น้ำตาคลอไปด้วย “ทุกวันสนุกและเต็มไปด้วยเรื่องราวจริง ๆ ตอนสุดท้ายฉันย้อนนึกถึงความทรงจำต่าง ๆ แล้วก็เลยรู้สึกซึ้งขึ้นมาค่ะ” โคมัตสึกล่าว



Comments