S๋USPIRIA
เป็นหนังประเภท: ลึกลับ, สยองขวัญ วันฉาย: 31 ตุลาคม 2561
ผู้กำกับ: ลูกา กัวดาญิโน่ (Call Me By Your Name, I Am Love, A Bigger Splash)
เขียนบท: ดาวิด คาจกานิช (The Invasion, A Bigger Splash)
กำกับภาพ: สยมภู มุกดีพร้อม
นักแสดง: ดาโกต้า จอห์นสัน (Fifty Shades of Grey, The Social Network), ทิลด้า สวินตัน (Doctor Strange, The Grand Budapest Hotel), มีอา กอธ (A Cure for Wellness), โคลอี้ เกรซ มอเรตซ์ (The 5th Wave, Let Me In)
เรื่องย่อ : ในปี 1977 นักเต้นบัลเลต์สาวจากอเมริกา ซูซี่ แบนเนี่ยน ได้เดินทางมายังกรุงเบอร์ลินเพื่อเข้าร่วมคณะบัลเลต์ Helena Markos Dance Company ที่นำโดยหัวหน้าผู้ฝึกสอนผู้มีชื่อเสียง มาดามบลังค์ พรสวรรค์ในการเต้นของเธอได้ทำให้ทุกคนในคณะต้องตกตะลึง เมื่อเธอได้ขึ้นสู่ตำแหน่งนักเต้นนำ โอลก้า อดีตนักเต้นนำคนเก่าได้สติแตกและกล่าวหาว่าเหล่าผู้บริหารของคณะเป็นแม่มด นักเต้นทุกคนได้ฝึกซ้อมกันอย่างหนักหน่วงเพื่อการแสดงในผลงานชิ้นล่าสุดของคณะ และความสัมพันธ์ระหว่างซูซี่กับมาดามบลังค์ก็แน่นแฟ้นขึ้นอย่างน่าประหลาด บ่งชี้ว่าจุดประสงค์ของซูซี่นั้นไม่ได้มาเพื่อการเต้นรำเท่านั้น ในช่วงเวลาเดียวกัน ดร. โจเซฟ เคลมเพอเรอ ผู้เป็นนักจิตบำบัดก็ได้พยายามขุดค้นความลับของที่แห่งนั้นด้วยความช่วยเหลือของ ซาร่า นักเต้นคนหนึ่งที่อยู่ข้างในคณะ ที่สัมผัสได้ถึงความมืดมิดและความชั่วร้ายที่แอบซ่อนอยู่ภายใต้โฉมหน้าของคณะบัลเลต์ที่มีชื่อเสียง
การสร้าง
สิ่งแรกที่คุณจะสังเกตุก็คือเลือด มันไหลรินลงมาจากคอของนักเต้นรำที่ไร้ซึ่งศรีษะ หยาดย้อยผ่านลำตัวของเธอมาดั่งสร้อยคอแห่งความชั่วร้าย และกองรวมกันเป็นแอ่งที่สองเท้าเบื้องล่างที่ยังคงยืนจรดด้วยปลายเท้า ด้านบนของนักเต้นรำมีคำเขียนว่า “UN FILM DI DARIO ARGENTO (ภาพยนตร์จาก ดาริโอ อาร์เจนโต)”ส่วนด้านล่างของเธอมีคำเขียนไว้เพียงคำเดียว: “SUSPIRIA” เด็กชายวัย 10 ขวบ ลูกา กัวดาญิโน่ รู้สึกราวกับตัวเขาต้องมนต์สะกด เขาได้เห็นโปสเตอร์ของ Suspiria ครั้งแรกที่โรงภาพยนตร์ในแถบตอนเหนือของประเทศอิตาลี มันเป็นจังหวะที่เขาไปเข้าค่ายฤดูร้อนที่นั่น “มันเป็นเวลาที่ยากลำบากสำหรับผม” เขาสารภาพ “ผมไม่ใช่เด็กที่ป๊อปปูล่า ผมเป็นแค่เด็กขี้อายคนหนึ่ง สิ่งที่ผมชอบนั้นเป็นสิ่งที่เด็กส่วนใหญ่ในวัยผมชอบ หนึ่งในนั้นก็คือภาพยนตร์ และอีกอย่างก็คือเรื่องสยองขวัญ” เด็กๆ จะต้องวิ่งผ่านหมู่บ้านที่ไม่ค่อยมีคนอยู่อาศัยในย่านเมืองเชเซนนาติโก ณ ที่แห่งนั้นเอง เด็กคนหนึ่งที่ในอนาคตภาพยนตร์ของเขาได้รับโอกาสเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ได้พบกับโปสเตอร์ภาพยนตร์สยองขวัญปี 1977 ของ ดาริโอ อาร์เจนโต แปะอยู่หน้าโรงหนังที่ปิดตัวไปแล้ว มันได้ทิ้งร่องรอยบางอย่างเอาไว้ในใจของเขา
“ในตอนนั้นผมไม่ทราบครับว่ามันเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับอะไร” ลูกา กล่าว “ผมไม่รู้ว่าชื่อเรื่องเป็นภาษาลาติน แต่ภาพที่ปรากฎบนโปสเตอร์นั้นมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างน่าประหลาด พวกเราได้เดินผ่านหมู่บ้านนั้นทุกวัน แต่มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ผมตั้งหน้าตั้งตารอคอยในระหว่างการเดิน นั่นก็คือช่วงเวลาที่พวกเราต้องเดินผ่านโรงหนังแห่งนั้น ซึ่งมันจะเป็นจังหวะที่ทำให้ผมได้เชยชมโปสเตอร์ใบนั้นอีก และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้รู้จัก ดาริโอ อาร์เจนโต และ Suspiria ประสบการณ์นี้มีส่วนสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมตัวตนของผมขึ้นมา ทั้งในฐานะของผู้สร้างภาพยนตร์และฐานะมนุษย์คนหนึ่ง”
เป็นเวลาหลายปีที่ลูกา รู้จัก Suspiria เพียงแค่ภาพอันน่าสยดสยอง ชื่อเรื่อง และผู้กำกับ จนกระทั่งเมื่อเขาอายุ 13 ปี เขาได้มีโอกาสรับชม Suspiria ผ่านทางรายการทีวีของอิตาลีในขณะที่ครอบครัวของเขากำลังรับประทานอาหารมื้อเย็น
“ผมพูดกับทุกคนว่า ‘ผมไม่อยากกินแล้ว’ และผมก็เดินเข้าห้องของผมไป ขังตัวเองอยู่ในห้องคนเดียวเพื่อชมภาพยนตร์เรื่องนั้น” ลูกา กล่าว “ตอนนั้นผมรู้สึกกลัวและตื่นเต้นเพราะความบ้า ความกล้า เพลงประกอบ และพลังอันชั่วร้ายของแม่มด ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก มันทำให้ผมเริ่มคิดว่า ‘ผมอยากจะชมมันอีกครั้ง ผมอยากจะอ่านมันอีกครั้ง’ หลังจากนั้นผมก็เริ่มไปที่ห้องสมุดสาธารณะเพื่อตามหาหนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์ช่วงเวลาที่ภาพยนตร์เรื่องนี้กำลังฉาย” หลังจากนั้นไม่นาน ลูกาก็เริ่มไฝ่ฝันที่จะสร้างภาพยนตร์นั้นขึ้นมาใหม่ด้วยมือของเขาเอง “ผมมีสมุดบันทึกที่ผมเขียนเอาไว้ว่า ‘Suspiria โดย ลูกา กัวดาญิโน่’ ซึ่งนับตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา จากภาพยนตร์ต้นฉบับของดาริโอ ผมก็ได้คิดถึง Suspiria ในแบบฉบับของผมมาโดยตลอด” และตอนนี้ ผู้กำกับที่ได้รับเกียรติเสนอชื่อในรางวัล Best Picture ซึ่งเป็นรางวัลที่มีค่ามากที่สุดในเวทีประกาศผลออสการ์จากเรื่อง “Call Me by Your Name” ลูกา กัวดาญิโน่ ก็ได้สานต่อความฝันในวัยเด็กของเขาให้กลายเป็นความจริง
ทิลด้า สวินตัน คือหนึ่งในนักแสดงที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับ ลูกา มาเป็นระยะเวลานานหลายปี เธอเรียก Suspiria ภาคนี้ว่า “ภาคใหม่” แทนที่จะเรียกว่ามันคือการรีเมค “แรงจูงใจในการสร้างภาพยนตร์นี้มาจากความชอบในผลงานคลาสสิกของ ดาริโอ” ทิลด้า กล่าว “พวกเราทุกคนล้วนแต่มีแรงผลักดันอยู่ข้างในส่วนลึก ฉันรู้สึกยินดีที่ลูกา ได้มีโอกาสสานต่อสิ่งที่เขาเคยวาดฝันเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นเด็กค่ะ”
หนทางสู่ Suspiria
ผู้อำนวยการสร้างชาวอิตาลี มาร์โก มาราบิโต ได้ทำงานร่วมกับ ลูกา มาเป็นเวลากว่า 10 ปี เพื่อให้สิ่งที่เขาคาดหวังเอาไว้กลายเป็นความจริง “Suspiria และ I Am Love เป็นผลงานแรกๆ ที่พวกเราได้ตัดสินใจลงมือพัฒนาหลังจากที่เราได้ร่วมงานกันเมื่อนานมาแล้ว” มาร์โก กล่าว “มันใช้เวลามากกว่าหนึ่งปีในการขอซื้อสิทธิ์รีเมค และมันก็เป็นควา่มไม่ย่อท้อของเขานั่นเองที่ทำให้เราไม่ยอมแพ้ไปซะก่อน”
ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้อำนวยการสร้างโดย แบรดลี่ย์ เจ. ฟิชเชอร์ ผู้มีผลงานในภาพยนตร์ชื่อดังหลายเรื่อง อาทิ “Shutter Island” ของ มาร์ติน สกอร์เซซี “Zodiac” ของ เดวิด ฟิชเชอร์ และ “Black Swan” ของ ดาร์เรน อโรนอฟสกี้ “มันเป็นเรื่องราวอันน่าประหลาด ที่เราได้มีโอกาสสร้างภาพยนตร์แบบนี้ในวงการฮอลลีวูดอย่างเช่นทุกวันนี้” แบรดลี่ย์ กล่าว “และความดีความชอบนี้ก็เป็นเพราะฝีมือของทั้ง ลูกา และทีมงานจากบริษัท K Period และ Amazon Studios โดยเฉพาะคุณ เท็ด โฮป และ สก๊อต ฟาวดาส ผู้ที่ให้การสนับสนุนเหล่านักสร้างภาพยนตร์ที่มีวิสัยทัศน์”
สำหรับการเขียนบทภาพยนตร์ ลูกาได้จ้างนักเขียนบทชาวอเมริกัน ดาวิด คาจกานิช ผู้ที่เคยเขียนบทให้กับภาพยนตร์ปี 2015 ของเขา “A Bigger Splash” ที่นำแสดงโดย ทิลด้า สวินตัน และ ดาโกต้า จอห์นสัน โดยตัวของ ดาวิด ยังจำได้ดีถึงความสยองที่เขาได้รับชม Suspiria ของดาริโอเป็นครั้งแรก “มันเหมือนกับตัวผมถูกลากลงกระทะทองแดงโดยคนโรคจิต แล้วก็ถูกแทงจนเสียชีวิตครับ” เขาหัวเราะ “มันทำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจ กระวนกระวายใจ ผมยังจำได้ดีว่าภาพยนตร์นั้นมีแต่เรื่องที่ไม่มีอะไรที่เป็นไปตามหลักความเป็นจริง มันจะเข้าจู่โจมผู้รับชมอย่างไร้ความปราณี ผมมีเพื่อนหลายคนที่ได้รับชม Suspiria ของดาริโอ แล้วกลายเป็นคนที่กลัวหนังสยองขวัญไปเลย ภาพยนตร์เรื่องนั้นคือผลงานชิ้นเอกอย่างแน่นอนครับ”
ในช่วงแรกที่พวกเขาได้คุยกัน ผู้เขียนบทและผู้กำกับก็ได้ตกลงกันว่า ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของพวกเขา เรื่องราวในนั้นทั้งหมดจะเกิดขึ้นภายในปี 1977 ซึ่งเป็นปีที่ Suspiria ของดาริโอ เริ่มฉาย “มันเป็นวิธีในการนำท้องเรื่องที่เกิดขึ้นในโลกของเราเข้ามาอยู่ภายในภาพยนตร์ครับ” ดาวิด กล่าว
บทภาพยนตร์มีส่วนเริ่มต้นเช่นเดียวกันกับต้นฉบับ นักเต้นบัลเลต์สาวจากอเมริกาที่มีชื่อว่า ซูซี่ ได้เข้าไปอยู่ในคณะบัลเลต์ที่บริหารโดยเหล่าแม่มดอย่างลับๆ แต่ในขณะที่หนังต้นฉบับ เรื่องราวนั้นเกิดขึ้นที่เมืองเล็กๆ ทางตอนตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรมัน ครั้งนี้ในเวอร์ชั่นของลูกา เรื่องราวได้เกิดขึ้นที่เมืองเบอร์ลินในช่วงของสงครามเย็น ซึ่งเป็นยุคที่กลุ่ม RAF (Red Army Faction) กำลังมีอิทธิพลแทน ดังนั้นเหล่านักเต้นในคณะจึงค่อยๆ ได้ล่วงรู้ความลับเกี่ยวกับคณะเต้น ไปพร้อมๆ กับการเผชิญหน้ากับสถาณการณ์ภายในบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยความโหดร้าย
“การย้ายเรื่องราวของเรามายังกรุงเบอร์ลินในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของยุคที่ RAF มีอิทธิพลนั้นหมายความว่า เราสามารถจัดให้เรื่องราวของคณะบัลเลต์แห่งนี้เป็นศูนย์กลางของ ตัวอย่างของการต่อสู้ภายในสังคมเกี่ยวกับความชอบในลักธิฟาสซิสต์” ดาวิด กล่าว
ลูกา ให้นิยามเกี่ยวกับเรื่องราวนี้ว่า “เรื่องแต่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งๆ ในอดีตอันมืดมิด ที่อยู่เคียงคู่กับความมืดอันแสนชั่วร้าย” เขาได้เสริมว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงลักธิฟาสซิสต์ที่เติบโตในยุโรปยุค 1970
ผู้หญิงของ Suspiria
สำหรับบทของนักแสดงนำ ซูซี่ หญิงสาวที่เดินทางมายังคณะบัลเลต์ Helena Markos Dance Company ในฐานะนักเต้นรำหน้าใหม่ ลูกาได้คัดเลือก ดาโกต้า จอห์นสัน ผู้มีชื่อเสียงมาจากบทของ อนาสตาเซีย สตีล จากภาพยนตร์ไตรภาค “50 Shades of Gray” ซึ่งเธอยังได้แสดงในภาพยนตร์ปี 2015 ของลูกา “A Bigger Splash” ด้วย และก็เป็นในช่วงระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนั้นเองที่ผู้กำกับคนนี้ได้เผยไอเดียของ Suspiria ให้กับเธอ
“เขาบอกว่าเขามีแผนที่จะหยิบมันมาสร้างใหม่ และถามฉันว่าฉันอยากจะร่วมงานกับเขาอีกหรือเปล่า” ดาโกต้า กล่าว “พวกเราสองคนรู้สึกถูกคอกันมาก และฉันก็ยินยอมที่จะแสดงในภาพยนตร์ทุกเรื่องที่เขาเป็นคนกำกับค่ะ”
ถึงแม้ว่าดาโกต้า จะยังไม่เคยรับชมภาพยนตร์ต้นฉบับของ Suspiria เธอก็มีความสนใจในภาพยนตร์เรื่องนี้ “ฉันชอบภาพยนตร์ที่มีการเต้นรำค่ะ ฉันชอบภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับผู้หญิง และเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเธอ และฉันก็ชอบเรื่องราวเกี่ยวกับแม่มดด้วย” ดาโกต้า กล่าว “มันเป็นแนวของภาพยนตร์ที่ฉันชอบมากๆ ค่ะ” และเมื่อดาโกต้า ได้มีโอกาสรับชม Suspiria เวอร์ชั่นของดาริโอ เธอก็ได้เข้าใจทันทีว่าทำไมผู้สร้างหนังหลายท่านถึงยกย่องภาพยนตร์เรื่องนี้ “มันเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซค่ะ” ดาโกต้า กล่าว “มันเห็นได้ชัดว่า ภาพยนตร์สยองขวัญนับต่อจากนั้นได้รับอิทธิพลมาจาก Suspiria ต่อเนื่องกันนานเป็นเวลาหลายทศวรรษ"
ดาโกต้าได้ใช้เวลาเตรียมการนานกว่าหนึ่งปีก่อนเริ่มการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ เริ่มจากการสร้างตัวละครของเธอ เริ่มต้นจากอดีต อนาคต และความเกี่ยวข้องกับการเต้นของตัวละครที่เธอจะต้องสวมบทบาท ซูซี่เป็นหญิงสาวที่ทิ้งทุกอย่างจากอเมริกาเพื่อมายังกรุงเบอร์ลิน เมืองที่เหมือนมีอะไรบางอย่างเรียกเธออยู่
“ซูซี่เป็นหญิงสาวที่เติบโตมาจากครอบครัวโปรเตสแตนต์ ตั้งแต่เธอเกิดมา เธอก็รู้สึกว่าใจของเธอไม่ได้อยู่กับศาสนา ธรรมเนียม และกฎระเบียบที่ครอบครัวของเธอยึดมั่นเลยแม้แต่น้อย” ดาโกต้า กล่าว “เธออยากจะออกไปเปิดโลกกว้าง สัมผัสกับเสน่ห์อันเย้ายวน และความน่าตื่นเต้นของมัน และเธอก็มีพลังบางอย่างอยู่ในตัวที่แม้แต่เธอเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนด้วย”
ถึงแม้ว่าซูซี่จะขาดประสบการณ์ที่มีต่อโลกภายนอก เธอก็สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเธอทำให้ทุกคนในคณะบัลเลต์ต่างต้องตกตะลึง “เธอเป็นเหมือนลูกแกะตัวน้อยๆ ตัวหนึ่งที่ได้เผชิญกับความยิ่งใหญ่ของโลกใบนี้ค่ะ เธอรู้สึกตะลึงกับทุกอย่างที่เธอได้พบเห็น แต่ถึงอย่างนั้น เธอไม่ใช่ลูกแกะที่ขี้อายนะคะ” ดาโกต้า กล่าว “เธอต้องการมัน เธอต้องการกลืนกินมันทั้งหมด เธอจะรับทุกอย่างเข้ามาในตัวเธออย่างเกรี้ยวกราด ไม่เหมือนกับผู้หญิงเบอร์ลินในยุคนั้น และคุณจะรู้สึกกลัวในความไร้เดียงสาของเธอ”
ดาวิด คาจกานิช พูดเสริมว่า การอธิบายตัวละครของซูซี่นั้นเป็นเรื่องยาก เพราะมันจะเผยถึงส่วนหักมุมของภาพยนตร์ “ผมพูดได้เพียงแค่ว่า ดาโกต้าต้องไปรับการบำบัดสภาพจิตใจหลังเสร็จสิ้นการถ่ายทำ และผมก็ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมเธอถึงต้องไปเข้ารับการบำบัด เพื่อให้ภาพยนตร์ของเราประสบความสำเร็จแล้ว ซูซี่จะต้องพบกับเรื่องราวที่ทรมานจิตใจของเธออย่างหนักหน่วง รวมถึงอีกประเด็นที่เลวร้ายยิ่งกว่าเหตุผลข้างต้น มันไม่ใช่บทที่เล่นกันได้ง่ายๆ เลยครับ”
นอกเหนือจากด้านสภาพจิตใจแล้ว ดาโกต้า ยังได้พูดยกย่องความดีงามของ Suspiria ในอีกแง่มุมหนึ่ง นั่นก็คือ นักแสดงเกือบทุกคนในภาพยนตร์นั้นล้วนแต่เป็นผู้หญิง และความโรแมนติกที่ไม่ได้เป็นไปตามแบบแผนของภาพยนตร์ในยุคปัจจุบัน “มันเป็นสภาพแวดล้อมการทำงานที่อบอุ่นมากค่ะ” ดาโกต้า กล่าว “คุณลองคิดตามฉันสิคะว่า ‘เอาล่ะ ฉันกำลังจะเล่นหนังหลอนประสาทในโรงแรมร้างแห่งหนึ่งพร้อมกับนักแสดงที่เป็นผู้หญิงอีก 40 คน เลือดจะต้องนองทั้งแผ่นดินแน่นอน!’ และมันก็เป็นจริงค่ะ นักแสดงทุกคนในที่นั้นประจำเดือนมาตรงกันหมดเลย มันเหมือนกับมีคนเล่นคุณไสยใส่พวกเราจริงๆ แต่นักแสดงทุกคนก็สนับสนุนกัน ช่วยเหลือกัน และสานสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและกันด้วยความจริงใจ มันเป็นสภาพการทำงานที่ดีมากๆ ค่ะ และมันก็ทำให้ฉันรู้สึกภูมิใจที่ได้แสดงให้ทุกคนบทโลกนี้เห็นถึงวิธีในการสร้างภาพยนตร์แบบนี้ แบบที่ไม่ต้องมีพระเอก หรือเรื่องราวของความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงอะไรทั้งนั้น”
นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ ทิลด้า ได้ร่วมงานกับผู้กำกับลูกา มาหลายครั้งแล้ว เธอเผยว่าลูกาได้เอ่ยถึงไอเดียของภาพยนตร์เรื่องนี้มาตั้งแต่ 25 ปีที่แล้ว “เท่าที่ฉันจำได้ เราได้พูดคุยและวางแผนเกี่ยวกับ Suspiria มาโดยตลอด เราค่อยๆ ใช้เวลาเพาะบ่มมัน ฉันได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการวางแผนระยะยาวแบบนี้มาก่อน และฉันก็ชอบมันมากด้วย เพราะมันหมายความว่าภาพยนตร์นั้นจะเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และด้วยรายละเอียดอันมหาศาลที่ผ่านการบ่มเพาะมาเป็นระยะเวลานาน การสร้างภาพยนตร์นั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปค่ะ”
ตัวละครของเธอ มาดามบลังค์ เป็นนักออกแบบท่าเต้นที่มีชื่อเสียง และเธอก็ยังเป็นหัวหน้าของคณะ Helena Markos Dance Company อีกด้วย “บลังค์เป็นศิลปินค่ะ” ทิลด้า กล่าว “เธอเป็นนักเต้น เป็นนักออกแบบท่าเต้นระดับอัจฉริยะ เป็นผู้สอนที่มีเสน่ห์และทรงพลัง ผู้ที่สามารถถ่ายทอดความรักและความชอบในการเต้นให้กับนักเต้นคนอื่นได้ แต่เธอก็มีข้อขัดแย้งอยู่ข้อหนึ่ง นั่นก็คือเธอได้ทำสัญญากับสิ่งลี้ลับบางอย่าง เพื่อแลกกับการอยู่รอดของคณะของเธอ และเธอก็ต้องมีชีวิตอยู่เพื่อรับใช้ผลของสัญญานั้น”
เนื่องจากดาวิด ไม่เคยชินกับโลกของการเต้นรำสมัยใหม่มาก่อน เขาจึงได้ทำการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับมันอย่างละเอียดเพื่อร่างตัวละครของเขาให้มีความน่าเชื่อถือ “ผมได้ศึกษานักเต้นชื่อดังอย่าง มาร์ธา กราแฮม, แมรี่ วิกแมน, พีน่า บลัช และซาช่า วอลท์” ดาวิด กล่าว “ผมได้ใช้เวลาติดตาม ซาช่า ที่อาศัยอยู่ในกรุงเบอร์ลิน เพื่อสัมภาษณ์และดูการซ้อมร่วมกับนักเต้นในคณะของเธอ มันทำให้ผมได้เห็นภาพของมาดามบลังค์ที่กำลังพูดคุยเกี่ยวกับท่วงท่าการเคลื่อนไหว ได้เห็นภาพของการสอนนักเต้นในคณะ และการดูแลการจัดการคณะเต้นขนาดใหญ่”
“การศึกษานั้นได้ทำให้ผมสามารถสร้างคำพูดของมาดามบลังค์ขึ้นมา” ดาวิด กล่าวต่อ “แต่ในด้านของน้ำเสียงและจังหวะการพูดนั้น ผมได้พึ่งข้อมูลจากอีกแหล่งหนึ่ง มันคือผลงานของผู้กำกับ ไรเนอร์ ฟาสไบน์เดอร์ ตัวละครหญิงจากผลงานหลายชิ้นของเขา รวมถึงนักแสดงอย่าง อินกริด เคเวน ผู้รับบทเป็น มิสเวนเดอร์แกรซ นั้นล้วนแต่มีการแสดงอันโดดเด่นน่าประทับใจ และผมก็ได้ยึดวิธีการพูดและน้ำเสียงของมาดามบลังค์ตามแบบฉบับของไรเนอร์ครับ”
ถึงแม้ว่ามาดามบลังค์จะได้รับความชื่นชมจากนักเต้นในคณะของเธอ สถานการณ์ของเธอในกลุ่มของแม่มดนั้นกลับไม่ได้ดีอย่างที่ความจะเป็นเสียเท่าไร “ในภาพยนตร์ของเรา มาดามบลังค์เป็นผู้นำของคณะเต้นแห่งนั้น แต่เธอไม่ใช่ผู้นำของเหล่าแม่มด และนั่นก็ทำให้สถานการณ์ของเธอค่อนข้างซับซ้อน” ดาวิด กล่าว “สิ่งสำคัญก็คือ ผู้ชมจะต้องเข้าใจในความรู้สึกของเธอให้ได้ว่า เธอเองก็ไม่ได้ตัดขาดจากโลกของเราไปโดยสิ้นเชิง มันมีความบริสุทธิ์บางอย่างที่ซ่อนอยู่ข้างในมาดามบลังค์ และเธอเองก็พยายามรักษามันเอาไว้อย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่ไร้เขี้ยวเล็บหรอกนะครับ”
ลูกาเชื่อมั่นในความสามารถของนักแสดงนำทั้งสองว่า พวกเธอจะสามารถเติมแต่งอารมณ์ลงไปในภาพยนตร์ของเขาได้ “พวกเธอทั้งคู่เป็นนักแสดงที่เปี่ยมล้นไปด้วยพรสวรรค์ครับ” ลูกา กล่าว “ผมเชื่อว่าภาพยนตร์ควรมีการเล่าเรื่องที่โดดเด่น แต่เพื่อจุดประสงค์นี้เราจำเป็นต้องมีนักแสดงที่สามารถแสดงได้เข้าถึงอารมณ์ของภาพยนตร์ เราต้องสามารถไว้วางใจพวกเขาได้ ทั้งดาโกต้าและทิลด้าเป็นนักแสดงที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ และพวกเราทั้งสามคนก็รู้สึกเพลิดเพลินที่ได้ร่วมงานกันครับ”
โมราบิโตะ ผู้ที่เคยอำนวยการสร้างให้กับ “A Bigger Splash” กล่าวถึงการแสดงของนักแสดงหญิงทั้งสองคนนี้ว่า พวกเธอมีความสามารถเกินกว่าที่เขาคาดเอาไว้เยอะมาก “การทำงานกับ ทิลด้า นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขมากครับ เธอทำทุกอย่างให้ดูเหมือนเรื่องง่ายและในทุกๆ ครั้ง ผลลัพท์ที่ออกมาก็เป็นไปในทางที่ดีที่สุด เธอเป็นคนที่ทำให้ผมต้องตะลึงอยู่ตลอดเวลา ส่วนดาโกต้านั้น การตีความตัวละครของเธอเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก เธอต้องเผชิญกับด้านมืดภายในจิตใจอยู่ตลอดเวลา และนั่นก็ช่วยยกระดับการแสดงของเธอให้สูงขึ้นเป็นอย่างมาก การแสดงของเธอในทุกท่วงท่านั้นมีพลังงานบางอย่างที่หาได้ยากในหหมู่นักแสดง ผมไม่เคยเห็นดาโกต้าเป็นเช่นนี้มาก่อน ผมหวังจริงๆ ครับว่าจะได้มีโอกาสร่วมงานกับเธออีกครั้งหนึ่ง”
เป็นเวลาไม่นานหลังจากที่ซูซี่ได้มาถึงที่คณะ Helena Markos Dance Company เธอก็ได้ผูกมิตรกับเพื่อนนักเต้นในคณะ ซาร่า ที่รับบทโดย มีอา กอธ เธอได้ให้สัมภาษณ์ว่าเธอรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้มีโอกาสเข้าทดสอบเพื่อคัดเลือกตัวนักแสดงกับผู้กำกับลูกา “ฉันเป็นแฟนผลงานของเขามาโดยตลอดเลยค่ะ” มีอา กล่าว “ดังนั้นแม้ว่ามันจะเป็นแค่การพบหน้า มันก็เป็นเรื่องที่ใหญ่มากๆ สำหรับฉันค่ะ”
มีอารู้สึกประหลาดใจกับการที่ตัวละครของเธอเปลี่ยนจากผู้ที่ยึดมั่นและเชื่อถือคณะบัลเลต์ของเธอ กลายเป็นบุคคลที่เข้าไปสืบเรื่องราวที่หากแพร่งพรายออกไปข้างนอก มันจะทำลายทุกอย่างที่เธอเคยรัก “เธอมีพื้นเพมาจากสถานที่ที่เธอไม่ต้องดิ้นรนเพื่ออยู่รอด จนกระทั่งเธอได้พบกับซาร่า” มีอา กล่าว “ลูกาพูดว่านั่นเป็นเพราะความขี้สงสัยของเธอเองที่ทำให้เธอต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบนั้น หรือตามสุภาษิต ‘แกว่งเท้าหาเสี้ยน’ นั่นล่ะค่ะ” และนอกจากนั้น การแสดงอันยอดเยี่ยมของมีอา ก็ทำให้ผู้กำกับถึงกับเอ่ยปากชมเธอ “ผมบอกได้เต็มปากเลยครับว่า การแสดงของเธอในภาพยนตร์นั้นโดดเด่นมากจริงๆ” ลูกา กล่าว
เช่นเดียวกันกับเพื่อนร่วมนักแสดงของเธอ มีอารู้สึกตื่นเต้นที่ได้เป็นส่วนร่วมของทีมงานที่เต็มไปด้วยนักแสดงคุณภาพ “มันเป็นอะไรที่เหลือเชื่อมากค่ะ” มีอา กล่าว “มันไม่ใช่ทุกครั้งที่คุณจะได้รับโอกาสแบบนี้ พวกเราช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ฉันอยากให้มีเรื่องแบบนี้อีกในอนาคต เพราะฉันคิดว่าผลลัพท์ที่ออกมานั้นมันดีมากๆ เลยค่ะ”
นักแสดงหญิงอีกคนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญก็คือ โคลอี้ เกรซ มอเรตซ์ ผู้รับบทเปิดตัวภาพยนตร์ด้วยฉากที่ทำให้ผู้ชมทุกคนขวัญผวา “ลูกาและฉันได้พยายามร่วมงานกันมาหลายปีแล้ว แต่ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่างพวกเราก็ไม่เคยได้มีโอกาสร่วมงานกันซะที” โคลอี้ กล่าว “แต่สำหรับเรื่องนี้ เขายื่นข้อเสนอมาให้กับฉัน และทุกอย่างมันก็ลงตัวพอดี ฉันรู้สึกดีใจมากเลยค่ะ!” โคลอี้ ได้รับบทเป็น แพทริเซีย นักเต้นสาวที่หนีออกมาจากคณะ Markos หลังจากได้แย้มเห็นความลับอันชั่วร้ายที่ซ่อนอยู่หลังม่านการแสดง เมื่อเธอได้พบกับนักจิตบำบัด เขาได้ตีว่าความกลัวของเธออาจจะเกิดจากอาการวิตกจริตไปเอง และการหลบหนีของแพทริเชียก็ทำให้คนในคณะต่างตั้งข้อสงสัยว่า อะไรคือสิ่งที่บันดาลใจให้เธอทำเช่นนั้น และชะตาของเธอจะเป็นเช่นไร “เธอเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาๆ คนหนึ่ง เป็นที่รักของเพื่อนฝูง สงบเสงี่ยมเจียมตัว และมีความฝันอยากจะเป็นนักเต้นบัลเลต์” โคลอี้ กล่าว “แต่แล้วเธอก็ได้พบว่าเธอพบกับความชั่วร้ายบางอย่าง และความชั่วร้ายนั้นก็กำลังมองเธอราวกับว่าต้องการจะกลืนกินเธอ” โคลอี้พูดว่า ลูกาอนุญาตให้เธอแสดงบทบาทที่เธอได้รับมอบหมายอย่างตามใจชอบ เธอสามารถทำอะไรก็ได้ที่เธออยากจะทำ แต่มีเรื่องเซอร์ไพรส์เรื่องหนึ่งที่ทำให้นักแสดงหญิงคนนี้ถึงกับเหงื่อตก “ฉันไม่ได้รู้มาก่อนว่าฉันจะต้องพูดภาษาเยอรมันในหนังเรื่องนี้ด้วยค่ะ และกว่าที่ฉันจะรู้เรื่องนี้ มันก็เหลือเวลาอีกแค่ 2 หรือ 3 อาทิตย์ เองก่อนที่พวกเขาจะเปิดกล้องซะด้วย! ฉันเลยต้องไปเร่งกวดเรียนภาษา และก็ต้องใช้ทั้งภาษาอังกฤษผสมๆ กับภาษาเยอรมันที่ฉันได้เรียนมาในฉากที่ฉันเล่น มันเป็นอะไรที่วุ่นวายสุดๆ ค่ะ แต่ผลลัพท์ที่ออกมานั้นก็ไม่ได้แย่ไปซะทีเดียว”
หน้าตาของ Suspiria
ลูกา ได้ร่วมมืออีกครั้งกับ สยมภู มุกดีพร้อม ผู้กำกับภาพสัญชาติไทยที่ได้รับรางวัล Independent Spirit Award จากผลงานที่เขาได้ทำร่วมกับลูกาใน “Call Me by Your Name”
“หลายคนคาดหวังเอาไว้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะใช้เฉดสีแบบเดียวกันกับภาพยนตร์ต้นฉบับของดาริโอครับ” สยมภู กล่าว “แต่หลังจากที่ผมได้อ่านบทภาพยนตร์ ผมก็เริ่มมองเห็นภาพในมุมมองของผมเอง และผมก็ไม่รู้สึกว่าพวกเรามีความจำเป็นต้องใช้สีที่รุนแรงและฉูดฉาดแบบนั้น”
แทนที่จะใช้โทนสีฉูดฉาด ลูกาบอกว่าพวกเขาเลือกการใช้โทนสีที่เข้ากับยุคสมั้ยนั้นแทน “พวกเราต้องการบอกเล่าถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในกรุงเบอร์ลิน ปี 1977 และเราก็อยากภาพยนตร์ที่ราวกับสร้างขึ้นมาภายในยุคนั้น ซึ่งมันเป็นแนวคิดเดียวกับที่ผมได้ใช้ในการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพสไตล์ยุค 80 ใน Call Me by Your Name” เขากล่าว
ผู้กำกับลูกาได้รับอิทธิพลมาจากผลงานของ ไรเนอร์ ฟาสไบน์เดอร์ ผู้กำกับชาวเยอรมันผู้มีชื่อเสียงจากผลงานระดับตำนาน อย่าง “The Marriage of Maria Braun” (1978), “Veronika Voss” (1982) และ ทีวีซีรีย์อย่าง Berlin Alexanderplatz (1980)
“สยมภูและผมได้พูดคุยกันเรื่องผลงานของผู้กำกับภาพ ไมเคิล บาลฮอส และ ซาเวอร์ ชวาสเซเบอเกอร์ ที่เคยร่วมงานกับ ไรเนอร์ รวมถึงภาพวาดของบัลธุสด้วย” ลูกา กล่าว “พวกเราต้องการจำลองทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยอยู่ในช่วงนั้น แทนที่จะจำลองเพียงแค่บรรยากาศหรือทำอย่างลวกๆ เราได้มีการใช้หลายเฉดสี อย่างสีเทา สีน้ำตาล สีสนิม สีฟ้าอ่อน และสีเขียว เราต้องการให้ภาพที่ออกมาสะท้อนถึงยุคดังกล่าวและภาพลักษณ์ของหนังเยอรมันที่สร้างในยุคนั้น”
สำหรับผู้ออกแบบงานสร้างอย่าง อินบาล ไวน์เบิร์ก แล้วนั่นหมายความว่าพวกเขากำลังสร้างอะไรบางอย่างที่ฉีกออกไปจากผลงานชิ้นเอกของดาริโอ “Suspiria ในช่วงยุค 70 นั้นเป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่มีเอกลักษณ์ด้านมุมมองและการใช้โทนสีที่ฉูดฉาด แต่ว่าด้วยความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสำหรับผู้กำกับและสำหรับยุคนั้น เราจึงเลี่ยงการลอกเลียนแบบผลงานนั้นมาตรงๆ ค่ะ” อินบาล กล่าว “ดังนั้น ฉันและลูกา จึงได้ตกลงว่า สำหรับภาพยนตร์ของเรา เราควรเผยถึงองค์ประกอบที่มีความสมจริงดีกว่า และเราต้องกก็จะค่อยๆ ใส่องค์ประกอบในส่วนที่เป็นเรื่องลี้ลับเข้าไปในความสมจริงนั้น เรารู้สึกว่าการกระทำเช่นนี้จะช่วยสร้างความสมจริงให้มากกว่า และมันก็จะน่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อความชั่วร้ายต่างๆ เริ่มเปิดเผยตัวตน”
เพื่อการศึกษาค้นคว้าข้อมูล อินบาล ได้เดินทางไปยังกรุงเบอร์ลิน เพื่อไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ และซากของกำแพงเมืองเบอร์ลิน รวมถึงการค้นคว้าผ่านหนังสือและภาพยนตร์จากยุคสมัยนั้น
ถึงแม้ว่าในหลายๆ ฉากของ Suspiria ที่ถ่ายทำในที่โล่งแจ้งจะถูกถ่ายทำที่ประเทศเยอรมัน ฉากที่ถ่ายทำข้างในอาคารส่วนมาก รวมถึงอาคารของคณะบัลเลต์ ล้วนแต่ถูกถ่ายทำที่โรงแรมร้างแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนภูเขาทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีทั้งสิ้น “หลังจากที่เราได้พยายามเสาะหาสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์กันมานาน เราก็ได้ตัดสินใจถ่ายทำที่นั่น แม่ว่าสภาพของอาคารจะไม่ได้ดูดีก็ตามที” อินบาล กล่าว และเพื่อการปรับปรุงให้อาคารแห่งนั้นดูเหมือนสถานที่ที่มีคนอยู่อาศัย พวกเขาต้องรื้อระบบไฟฟ้าและระบบน้ำใหม่ทั้งหมด รวมถึงการติดตั้งระบบทำความร้อนด้วย “พวกเราต้องเอาเศษซากชิ้นส่วนของตึกออกไป ทำการซ่อมผนังและเพดานที่ถล่มลงมา และนี่ยังไม่รวมส่วนที่เราต้องทำตอนออกแบบฉากอีกนะคะ!”
สุดท้ายแล้วความพยายามของพวกเขาก็ประสบความสำเร็จในที่สุด “ผมชอบที่นี่เพราะความกว้างขวางของสถานที่ และเพราะการเชื่อมต่อกันของพื้นที่ภายในอาคารที่ออกแบบมาอย่างดี ด้วยฝีมือของ อินบาล พวกเราได้เปลี่ยนโรงแรมร้างแห่งนั้นให้กลายเป็นอาคารสไตล์เยอรมันในยุคสมัยใหม่ครับ” ลูกา กล่าว
สถานที่แห่งนั้นได้กลายเป็นมากกว่าสถานที่ถ่ายทำสำหรับทีมงาน โรงแรมร้างแห่งนั้นได้กลายสภาพเป็นสตูดิโอชั่วคราว “มันเป็นสถานที่ที่เราสามารถจัดฉากสร้างฉากอะไรกันก็ได้ มันเหมือนกันพวกเราได้รับอิสระในการถ่ายทำอย่างเต็มที่ค่ะ” ทิลด้า กล่าว ถึงกระนั้นโรงแรมร้างแห่งนั้นก็ไม่ได้มีแต่ข้อดีเสมอไป “อิสรภาพของพวกเราต้องแลกมากับการเผชิญสภาพอากาศอันเย็นยะเยือกในช่วงฤดูหนาว เราต้องต่อสู้กับความท้าทายของการถ่ายทำภายในอาคารที่ไม่มีระบบทำความร้อนในตัว และเสาอากาศที่ชี้โด่ชี้เด่อยู่บนหลังคาก็ทำให้ทุกคนในทีมงานถึงกับปวดหัวกันไปตามๆ กัน”
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะพยายามปรับปรุงสถานที่แห่งนั้นอย่างสุดความสามารถแล้ว อินบาลก็ยังเห็นด้วยว่า สภาพการทำงานในที่แห่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อถึงหน้าหนาว “มันเป็นสถานที่ถ่ายทำที่ท้าทายความสามารถของพวกเรามากๆ ค่ะ แต่ว่าองค์ประกอบหลายๆ อย่างนั้นลงตัวกับโปรเจกต์ภาพยนตร์ของเรามาก ฉันเชื่อมั่นว่าความมืดมิดและความชั่วร้ายนั้นได้ซึมซับเข้าไปในตัวอาคารของโรงแรมไปแล้วแน่ๆ”
สำหรับผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายที่ได้ร่วมงานกับ ลูกา มาเป็นระยะเวลานานอย่าง กีเลีย ปิแอร์แซนธี แล้ว Suspiria คือตัวแทนของหนังที่แตกต่างไปจาก Call Me by Your Name ไปโดยสิ้นเชิง แต่เธอก็ไม่ได้ลดความพยายามของเธอไปเลยแม้แต่น้อย “การออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับตัวละครของฉันนั้นต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอดีตของตัวละคร นิสัย วิธีการเข้าสังคม และช่วงยุคสมัย” กีเลีย กล่าว “สิ่งเหล่านั้นคือหัวข้ออันดับแรกที่ฉันได้สนทนากับ ลูกา และเนื่องจากผู้กำกับได้ให้อิสระในการออกไอเดีย ฉันจึงได้นำองค์ประกอบด้านวัฒนธรรมและสิ่งน่าสนใจใส่ลงไปในเครื่องแต่งกายเหล่านั้นด้วย”
ลูกา ได้ชื่นชมความสามารถของ กีเลีย ในการเติมแต่งความหรูหราเข้าไปในเครื่องแต่งกายของเธอ “กีเลีย ได้ผลิตเครื่องแต่งกายเหล่านี้ ราวกับว่าเสื้อผ้าแต่ละชิ้นของนักแสดงนั้นมาจากตู้เสื้อผ้าส่วนตัวของพวกเขาเลยครับ” ลูกา กล่าว “พวกเราไม่อยากให้ภาพยนตร์นี้มีความหรูหรามากจนเกินไป เราจึงทำการค้นคว้าหาเครื่องสวมใส่สำหรับนักกีฬาในช่วงยุคนั้นที่สามารถถอดสลับเปลี่ยนให้กันได้ แต่ในขณะเดียวกันยังต้องคงเอกลักษณ์ของตัวละครเหล่านั้นเอาไว้ได้ด้วย ซึ่งในส่วนนี้ กีเลียได้ศึกษาตัวละครทุกคนจากบทหนัง และสุดท้ายเธอก็สามารถออกแบบเครื่องแต่งกายที่สามารถถ่ายทอดอุปนิสัยและยุคของตัวละครเหล่านั้นได้อย่างไร้ที่ติครับ”
เมื่อกล่าวถึงการใช้สี กีเลียได้แสดงฝีมือของเธอด้วยการใช้สีสันของเสื้อผ้าเป็นลางบอกเหตุในช่วงไคลแม็กซ์ของภาพยนตร์ “สีเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับฉันค่ะ” กีเลีย กล่าว “ฉันมักจะใช้สีโปรดของฉัน ได้แก่ สีน้ำตาลโคลน สีเบจ และสีเขียวทหาร ซึ่งเป็นสีที่มักจะมีการใช้ในสถานที่แห่งนั้นในยุคนั้น และฉันก็ยังใช้สีแดงสดเพื่อสื่อถึงสิ่งต่อไปในเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยค่ะ”
สำหรับบทเต้น “Volk” ที่เป็นเหมือนดั่งลายเซ็นต์ของคณะแห่งนั้น กีเลียได้ออกแบบเสื้อผ้าด้วยการใช้เชือก เพื่อปลุกอารมณ์ด้านบีดีเอสเอ็มของผู้ชม “มันแสดงให้เห็นว่าคณะบัลเลต์แห่งนี้สร้างขึ้นมาด้วยความไคร่และความเจ็บปวดครับ” ลูกา กล่าว
กีเลีย อธิบายว่าไอเดียดังกล่าวมาจากภาพที่เธอมี มันเป็นภาพของศิลปินที่มีชื่อว่า คริสโต ซึ่งเป็นภาพว่าเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกพันธนาการด้วยเชือก “เมื่อฉันได้เสนอไอเดียนี้กับ ลูกา และผู้ออกแบบท่าเต้นของเรา ดาเมียน จาเลท เขาก็บอกพวกเราว่าเขาเองก็เคยสร้างผลงานที่ใช้เชือกเป็นองค์ประกอบเช่นเดียวกัน” กีเลีย กล่าว “เราได้ถักเชือกสีแดงแต่ละเส้นด้วยมือ และใช้ผลงานภาพของ โนบุโยชิ อารากิ เป็นอ้างอิงสำหรับการผูกเงื่อนค่ะ”
ท่วงท่าของ Suspiria
ดาโกต้า เริ่มซ้อมเต้นตั้งแต่เธอยังถ่ายทำภาพยนตร์ “Fifty Shades Freed” ที่แวนคูเวอร์ หลังจากที่ ดาเมียน จาเลท ผู้ออกแบบท่าเต้นชาวเบลเยียมวัย 41 ปี ได้เข้าร่วมโปรเจกต์ภาพยนตร์ของ ดาโกต้าก็ได้ซ้อมการเต้นที่เมืองวาเรเซ ประเทศอิตาลี เป็นเวลา 3 สัปดาห์ วันละ 8 ชั่วโมง ร่วมกับนักเต้นคนอื่นๆ “ฉันเริ่มเรียนการเต้นมาตั้งแต่ช่วงที่ฉันอายุประมาณ 10 ขวบ ค่ะ และโชคดีที่ฉันเองก็มีพื้นฐานทางด้านนี้มาก่อน ร่างกายของฉันเลยยังจดจำท่วงท่าและวิธีการขยับตัวได้” ดาโกต้า กล่าว “และฉันสามารถเข้าใจขั้นตอนของการเต้นได้ ซึ่งมันก็เป็นข้อได้เปรียบสำหรับฉันค่ะ”
การเต้นคือส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ และการเต้นของ ซูซี่ ก็จะต้องมีความเป็นเอกลักษณ์และให้ความรู้สึกของการเต้นแบบไม่มีแบบแผนเหมือนนักเต้นคนอื่นๆ เธอเป็นคนที่รวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่เธอสามารถหาได้ ไม่ว่าจะจากบันทึกหรือจากการแสดง และเธอก็จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับการเต้นของเธอ
มีอา เองก็ได้ใช้เวลาหลายเดือนในการฝึกร่วมกับ ดาโกต้า เพื่อเรียนรู้วิธีเต้นที่ค่อนข้างซับซ้อนในภาพยนตร์เรื่องนี้ “มันเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาค่ะ แต่ผลลัพท์ที่ออกมานั้นก็เป็นที่น่าพึงพอใจมากๆ” มีอา กล่าว “ตัวฉันเองเป็นคนที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์ของการเต้นเสียเท่าไร และฉันเองก็ไม่รู้ด้วยว่าสุดท้ายผลลัพท์จะออกมาเป็นอย่างไร แต่ความนับถือของฉันที่มีต่อการเต้นในตอนนี้นั้นเรียกได้ว่าถึงขั้นบูชาเลยก็ว่าได้ค่ พวกเขาฝึกซ้อมกันหนักมากๆ บางวันพวกเขาก็ซ้อมกันร่วม 10 ชั่วโมงเลยทีเดียว”
ดาโกต้า มีความเห็นที่ตรงกันกับมีอา “นักเต้นเป็นกลุ่มคนที่มหัศจรรย์ที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลยค่ะ” เธอกล่าว “พวกเธอจัดให้นักเต้นสองคนคอยประกบช่วยเหลือฉันค่ะ พวกเธอจะช่วยฉันควบคุมการแสดงท่าทาง และมันก็เป็นวิธีที่ทำให้ฉันเรียนรู้ลำดับของท่าเต้นได้เร็วมาก ซึ่งลำพังเพียงฉันเองคงทำแบบนั้นไม่ได้แน่ๆ และฉันก็มีนักแสดงแทนที่ชื่อ ทอนย่า ด้วย เธอเป็นคนที่มีความสามารถสูงมากๆ คนหนึ่ง ส่วนเหล่านักเต้นคนอื่นๆ ก็อดทนกับฉัน และพยายามช่วยเหลือฉันมาโดยตลอด สายสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอนั้นเป็นอะไรที่ดีงามมากๆ และฉันก็หวังว่าความดีงามของพวกเธอจะได้ถ่ายทอดออกมาผ่านการแสดงของฉันด้วย”
ดาโกต้า ทุ่มทุกอย่างที่เธอมีให้กับฉากการเต้นในภาพยนตร์ และเธอก็ยอมรับว่าความพยายามของเธอได้ส่งผลเสียกับร่างกายในระดับหนึ่ง นั่นก็คือช่วงการเต้นในฉากสำคัญ เธอได้รับบาดเจ็บจนถึงขั้นที่ต้องนำตัวส่งเข้าห้องฉุกเฉิน “หลังของฉันเกิดอาการปวดสุดๆ ในช่วงเทคสุดท้ายของฉากเต้นฉากนั้นค่ะ” ดาโกต้า กล่าว “ฉันรู้สึกปวดตั้งแต่ช่วงลำตัวลามไปจนถึงขา มันไม่ใช่อะไรที่ดีเลย… ฉันใช้งานร่างกายตัวเองหนักเกินไป และฉันก็พยายามทำตัวเป็นนักเต้นมืออาชีพ ทั้งๆ ที่ในความจริงฉันไม่ได้เป็นเช่นนั้น”
ฉากดังกล่าวที่ทำให้ ดาโกต้า ได้รับอาการบาดเจ็บนั้นได้กลายเป็นหนึ่งในฉากที่เยี่ยมยอดที่สุดของ Suspiria ในฉากนั้น ซูซี่ ได้เต้นอยู่ต่อหน้า มาดามบลังค์ แต่ในขณะเดียวกันนั้น โอลก้า (เอเลน่า โฟคีน่า) หนึ่งในกลุ่มแม่มดที่ตั้งตัวต่อต้านพบว่าตัวของเธอถูกขังอยู่ในห้องกระจก และทุกการเคลื่อนไหวของซูซี่ แขนขาของโอลก้า ก็จะขยับตามอย่างรุนแรง จนกระทั่งร่างกายของเธอฉีกกระชากออกมาทั้งเป็น
“ฉากนั้นได้เป็นไปตามที่เราได้คุยกันเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน” ทิลด้า กล่าว “วอลเตอร์ ฟาซาโน่ เป็นนักลำดับภาพฝีมือระดับโลก เขาได้ปลดปล่อยทักษะทั้งหมดที่เขามีลงไปในภาพยนตร์เรื่องนี้ ฉันคิดว่าพวกเราทั้งหมดรู้สึกภูมิใจกับฉากนั้นเป็นอย่างมาก และเขาก็แสดงฝีมืออันสุดยอดให้พวกเราได้เห็น ด้วยปัจจัยอย่าง นักเต้นที่ดีและท่าเต้นอันงดงามที่ออกแบบโดย ดาเมียน จาเลท ปาฏิหาริย์แห่งศิลปะภาพยนตร์จึงได้กำเนิดขึ้น ณ ที่นี่”
เสียงของ Suspiria
สำหรับ ลูกา กัวดาญิโน่ แล้วส่วนมากเขามักจะใช้ดนตรีประกอบที่มีอยู่แล้วในผลงานของเขา ดังนั้นเขาจึงมีความลังเลที่จะใช้นักประพันธ์เพลงมาแต่งเพลงประกอบ และเขาเองก็ยังรู้ว่าใครก็ตามที่แต่งเพลงให้กับภาพยนตร์ของเขาจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับ Goblin ซึ่งเป็นวงร็อคที่แต่งเพลงประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับ Suspiria ของดาริโอ ทันที
แต่สุดท้าย ลูกา ก็คิดได้ว่าสิ่งที่ภาพยนตร์ของเขาต้องการนั้นมีเพียงแต่เพลงประกอบต้นฉบับเท่านั้น “มีบางสิ่งบางอย่างที่ผมต้องการในภาพยนตร์ของผม… ความหวาดกลัว ความชั่วร้าย และความเป็นมนุษย์” ลูกา กล่าว “ดังนั้นผจึงเริ่มคิดว่า ดนตรีประกอบแบบไหนกันที่สามารถครอบคลุมสิ่งเหล่านั้น”
เพื่อตอบโจทย์ของปัญหาที่เขากำลังเผชิญ ลูกา ได้ชักชวน ทอม ยอร์ก นักร้องนำของวงดนตรีอังกฤษ Radiohead ให้มาเข้าร่วมทีม และ Suspiria ก็ได้กลายเป็นภาพยนตร์ที่เปิดตัวผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์ของ ทอม ไปในที่สุด
“ทอม เป็นคนที่มีความเข้าใจในดนตรี และเขาก็เป็นคนที่อุทิตให้กับเสียงเพลง มันทำให้เขาได้กลายเป็นตัวแทนของเสียงเพลงแห่งยุคนี้” ลูกา กล่าว “และในเวลาเดียวกัน เขายังเป็นคนที่ไม่เคยเมินเฉยต่อเสียงดนตรีที่มีท่วงทำนองที่ทำให้จิตใจว้าวุ่นเลยแม้แต่น้อย เขาจึงเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุดที่จะแต่งเพลงประกอบให้กับภาพยนตร์ของผมครับ”
ทอม ให้ความร่วมมือกับหน้าที่ของเขาอย่างสุดกำลัง เขาได้ส่งคิวเพลงมาให้ทีมสร้างตั้งแต่ก่อนที่ Suspiria จะเริ่มเปิดกล้องเสียอีก “มันเป็นประสบการณ์ที่เหลือเชื่อจริงๆ ครับ” ลูกา กล่าว “เขาได้ช่วยผม ช่วยทีมนักแสดง และทีมตัดต่อ ให้พวกเราสามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่พวกเราต้องการ”
ความฝันของ Suspiria
ณ ขณะนี้ ความฝันของ ลูกา กัวดาญิโน่ ก็ได้กลายเป็นจริงแล้ว และเขาก็หวังว่าภาพยนตร์ของเขาจะมีอิทธิพลกับคนอื่นๆ เหมือนกับที่ภาพยนตร์ต้นฉบับของ ดาริโอ มีอิทธิพลกับเขา
“ผมอยากจะให้ผู้คนได้รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ และให้มันเข้าไปมีอิทธิพลในจิตใจของพวกเขาโดยไม่รู้ตัว” ลูกา กล่าว “ผมต้องการให้พวกเขาคิดได้ว่า คุณมีความสัมพันธ์อย่างไรกับคนที่เลี้ยงดูคุณขึ้นมา ผมอยากจะให้พวกเขาย้อนกลับไปมองถึงความสัมพันธ์ของพวกเขากับคนที่พวกเขาเรียกว่าแม่ และผมก็อยากจะให้พวกเขาได้เห็นถึงพลังอันแข็งแกร่งของผู้หญิง พวกเธอมีทั้งความเข้มแข็งและกำลังใจอันล้นหลาม พวกเธอไม่ใช่เหยื่อ พวกเธอมีทั้งความซับซ้อน ความวิเศษ ความว้าวุ่น ความแข็งแกร่ง และบางครั้งก็มีความชั่วร้าย”
ดาวิด คาจกานิช เชื่อว่า ลูกา ประสบความสำเร็จในการสร้างผลงานภาพยนตร์สยองขวัญสุดคลาสสิคนี้ขึ้นมาใหม่ ซึ่งสามารถนำผู้ชมเข้าไปสู่ดินแดนของโลกภาพยนตร์ที่ไม่เคยมีผู้ใดเคยย่างกรายเข้าไปมาก่อน “ลูกา เป็นคนที่เชื่อมั่นในเพื่อนมนุษย์ และไม่เกรงที่จะบอกเล่าเรื่องราวอันสุดแสนดำมืดที่แฝงอยู่ภายในจิตใจของคน สำหรับเรื่องเหล่านี้แล้ว เขาพร้อมที่จะนำเสนออยู่ตลอดเวลาครับ” ดาวิด กล่าว “นี่เป็นภาพยนตร์ที่เรียกได้ว่าบ้าสุดๆ ครับ มันเหมือนกับการได้ไปปาร์ตี้กันที่บ้านของ ลูกา กัวดาญิโน่ และพวกคุณทุกคนก็ได้รับเชิญมาในงานนี้”
นักแสดงของ Suspiria
ดาโกต้า จอห์นสัน (ซูซี่) ดาโกต้า จอห์นสันถือเป็นนักแสดงที่กำลังมาแรงของฮอลลีวูด จากการเล่นบท อนาสตาเซีย สตีล ตัวละครเอกในหนังแฟรนไชส์ “Fifty Shades of Grey” ผลงานดัดแปลงจากนิยายของ อีแอล เจมส์ ผลงานที่โดดเด่นของเธอคือ “The Social Network” (2010), “21 Jump Street” (2011), “Need for Speed” (2014) และ “How To Be Single” (2016) ผลงานเรื่องถัดไปของเธอคือ “The Peanut Butter Falcon” และ “Bad Times at the El Royale” จอห์นสันเคยร่วมงานกับลูกา กัวดาญิโน่มาแล้วจากเรื่อง “A Bigger Splash” (2015)
ทิลด้า สวินตัน (มาดามบลังค์) ทิลด้า สวินตันเป็นนักแสดงมากฝีมือของฮอลลีวูด เธอคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง “Michael Clayton” (2007) เธอได้ร่วมงานกับผู้กำกับชื่อดังอย่างลินน์ เรมเซย์ (We Need to Talk about Kevin), บองจุนโฮ (Snowpiecer) พี่น้องโคเอน (Burn after Reading) จิม จาร์มุช (Only Lovers Left Alive) เวส แอนเดอร์สัน (The Grand Budapest Hotel) แซลลี่ พอตเตอร์ (Orlando) รวมถึงลูกา กัวดาญิโน่ (I Am Love, A Bigger Splash) อีกทั้งเธอยังปรากฏตัวในหนังแฟนตาซีอย่าง “The Chronicles of Narnia” (2005, 2008, 2010) และ “Doctor Strange” (2016) ผลงานเรื่องถัดไปขอองเธอคือ “The Personal History of David Copperfield”
มีอา กอธ (ซาร่า) มีอา กอธ เป็นนักแสดงชาวอังกฤษที่กำลังน่าจับตามอง เธอแจ้งเกิดจากหนังเรื่อง “Nymphomaniac: Volume II” (2013) ของผู้กำกับลาร์ส ฟอน เทรียร์ เธอแสดงนำในหนังไซไฟระทึกขวัญเรื่อง “The Survivalist” (2015) ของผู้กำกับสตีเฟ่น ฟิงเกอลตันซึ่งทำให้เธอเข้าชิงรางวัลสาขาดาราหน้าใหม่ที่น่าจับตามองในเวที British Independent Film Awards ปี 2015 เธอปรากฏตัวในหนังเรื่อง “A Cure for Wellness” (2016) ร่วมกัน เดน เดอฮาน ผลงานเรื่องถัดไปของเธอคือ “High Life” ของผู้กำกับ แคลร์ เดนีส์ แสดงร่วมกับโรเบิร์ต แพททินสัน และจูเลียต บิโนช นอกจากเป็นนักแสดง เธอยังเป็นพรีเซนเตอร์น้ำหอมของ Prada อีกด้วย
โคลอี้ เกรซ มอเรตซ์ (แพทริเซีย) โคลอี้ เกรซ มอเรตซ์เป็นนักแสดงขายฝีมือ แสดงหนังเกือบ 30 เรื่อง เข้าวงการหนังตั้งแต่อายุ 5 ขวบ หนังเรื่องแรกที่แสดงคือหนังรีเมก “The Amityville Horror” (2005) และแจ้งเกิดอย่างงดงามในบทฮิตเกิร์ลจากหนังเรื่อง “Kick-Ass” (2010) ของผู้กำกับแมทธิว วอห์น และการแสดงนำในหนังสยองขวัญเรื่อง “Let Me In” (2010) ทำให้มอเรตซ์ติด 1 ใน 10 การแสดงยอดเยี่ยมของนิตยสาร Time ในปีนั้น และติดโผนักแสดงยอดเยี่ยมของ New York Times อีกทั้งเธอยังคว้ารางวัลดารารุ่นใหม่ ของนิตยสาร People ปี 2014
ผลงานที่โดดเด่นของเธอคือ “Hugo” (2011), “Dark Shadows” (2012), “Carrie” (2013), “Laggie” (2014), “Clouds of Sils Maria” (2014), “The 5th Wave” (2016) และ “Neighbors 2: Sorority Rising” (2016) และล่าสุดเธอแสดงนำในหนังเรื่อง “The Miseducation of Cameron Post” ที่คว้ารางวัลแกรนด์จูรี่ไพรซ์ จากเทศกาลหนังซันแดนซ์ ผลงานเรื่องถัดไปของเธอคือ “Greta” แสดงร่วมกับ อิซาเบลล์ อูแปต์
ลุทส์ เอเบอส์ดอฟ (ดร. โจเซฟ เคลมเพอเรอ) ลุทส์ เอเบอส์ดอฟเกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ปี 1936 ที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี เมื่อเขาอายุ 2 ขวบ ครอบครัวของเขาต้องหลบหนีนาซี ไปยังเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จากนั้นก็ย้ายไปยังเมืองลอนดอนแล้วใช้ชีวิตวัยเยาว์อยู่ที่นั้น แล้วเขาก็กลับมายังเมืองมิวนิคปี 1954 ที่ๆ เขาศึกษาวิชาปรัชญา เขาสนใจจิตวิทยาเกสทัลท์และละครจิตวิทยา เมื่อเขาสำเร็จการศึกษาในปี 1957 เอเบอส์ดอฟได้ร่วมกันก่อตั้งคณะละครทดลอง Piefke Versus กลุ่มการแสดงที่ได้รับอิทธิพลจากกลุมเคลื่อนไหวเวียนนาและผลงานของเฮอมานน์ นิตช์ ขณะที่เขาทำงานรับจ้างมาหลายปี เอเบอส์ดอฟและสมาชิกคณะละครก็ได้แสดงผลงานสู่สาธารณชน และทำหนังสั้นเชิงศิลปะหลายเรื่องซึ่งเชื่อกันว่าหายสาบสูญไปแล้ว ปี 1964 คณะละคร Piefke Versus ก็วงแตก และเขาได้ศึกษาวิชาจิตวิเคราะห์ไคลน์เนียน เขาจบปริญญาเอกในปี 1967 ทำงานในเบอร์ลินฐานะเป็นนักจิตวิเคราะห์ไคลน์เนียน ชำนาญเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกสาว ตั้งแต่ปี 1969 และในปี 2016 ผู้กำกับลูกา กัวดาญิโน่ ก็ชักชวนเขาให้ร่วมแสดงในหนังเรื่อง Suspiria ในบทดร. โจเซฟ เคลมเพอเรอ นักจิตวิเคราะห์
ทีมสร้างของ Suspiria
ลูกา กัวดาญิโน่ (ผู้กำกับ) ลูกา กัวดาญิโน่ เป็นผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้างและนักเขียนบทมากฝีมือ เขาเกิดที่ประเทศอิตาลี พ่อเป็นชาวอิตาลีส่วนแม่เป็นชาวแอลจีเรีย เขาเติบโตที่เมืองแอดดิส อบาบา ประเทศเอธิโอเปีย เขากำกับหนังใหญ่มาแล้ว 8 เรื่อง ผลงานที่โดดเด่นคือ “I Am Love” (2009), “A Bigger Splash” (2005) และ “Call Me by Your Name” (2017)
แบรดลี่ย์ เจ. ฟิชเชอร์ (ผู้อำนวยการสร้าง) แบรดลี่ย์ เจ. ฟิชเชอร์ เป็นผู้อำนวยการสร้างผู้ทรงอิทธิพลของฮอลลีวูด เขาได้ร่วมงานกับผู้กำกับชื่อดังอย่าง มาร์ติน สกอร์เซซี่ (Shutter Island) เดวิด ฟินเชอร์ (Zodiac) ดาร์เรน อโรนอฟสกี้ (Black Swan) และอีกหลายๆคน ผลงานเรื่องถัดไปคือ “The House With a Clock in Its Walls” ของผู้กำกับ อีไล ร็อธ นำแสดงโดย แจ็ค แบล็ค และเคท บลานเช็ตต์
สยมภู มุกดีพร้อม (ผู้กำกับภาพ) สยมภู มุกดีพร้อมเป็นผู้กำกับภาพชาวไทยที่มีผลงานไม่ต่ำกว่า 20 เรื่อง เขาเกิดที่ประเทศไทยปี 1970 เขาได่ร่วมงานกับผู้กำกับอย่างอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ในเรื่อง “แสงศตวรรษ” (2006) และ “ลุงบุญมีระลึกชาติ” (2010) ซึ่งเรื่องหลังคว้ารางวัลปาล์มทองคำ จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ เขาเคยร่วมงานกับลูกา กัวดาญิโน่มาแล้วในเรื่อง “Call Me by Your Name” (2017)
.jpg)



Comments