
ตอนนี้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเป็นที่จับตามองไปทั้งโลก ขอออกตัวไว้ก่อนว่าผมไม่เคยได้ขับรถยนต์ที่เป็น EV มาก่อน ก่อนขับรถเลยจินตนาการไปต่าง ๆ นานา แต่...กับ Hyundai IONIQ Electric คันนี้ต้องยกนิ้วให้ ขับแล้วประทับใจมาก
รถยนต์ฮุนได ไอออนิก รถยนต์รุ่นแรกของโลก ที่มีจำหน่ายทั้ง 3 รูปแบบระบบขับเคลื่อนใน 1 รุ่น ได้แก่ ไฮบริด, ปลั๊กอิน ไฮบริด และอีวี เป็นรถยนต์ที่มีมลพิษที่ต่ำที่สุด หรือปราศจากมลพิษ และอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีการขับขี่ การเชื่อมต่อ และเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย

ภายนอกรูปทรงตัวรถเป็นแบบรถแฮ็ทช์แบ็กทรงสปอร์ต มาพร้อมเส้นสายที่พลิ้วไหว รวมถึงการออกแบบตัวถังส่วนต่าง ๆ เช่น ช่องดักลมที่ล้อคู่หน้า สปอยเลอร์ด้านหลัง ดิฟฟิวเซอร์ ชายล่างประตูทั้งสี่บาน แผ่นปิดใต้ท้องรถ รวมถึงล้ออัลลอย ทั้งหมดนี้ทำให้อากาศสามารถไหลผ่านตัวรถได้อย่างสะดวกและลื่นไหลตามหลักอากาศพลศาสตร์ ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่ต่ำเพียง 0.24 และยังรวมถึงการลดน้ำหนักตัวรถ ด้วยการเลือกใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบาอย่างอลูมิเนียมในการผลิตฝากระโปรงหน้า และฝากระโปรงท้าย ทำให้สามารถลดน้ำหนักลงไปได้ถึง 12.6 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับเหล็กทั่วไป
ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า กระจังหน้าจึงถูกออกแบบในลักษณะปิดทึบ เนื่องจากไม่ต้องใช้งานเพื่อการระบายความร้อนเครื่องยนต์ ไฟหน้าและไฟท้ายเป็นแบบ LED บริเวณชายกันชนด้านหน้าและด้านหลัง รวมทั้งชายประตูทั้ง 4 บาน ถูกตกแต่งด้วยสีทองแดง ที่สื่อถึงความเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

เมื่อปลดล็อกรถด้วยระบบ Smart Entry ระบบ Welcome Function จะทำงานด้วยการสั่งให้ไฟหน้าและไฟท้ายส่องสว่าง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยขณะจอดรถในที่มืดหรือยามค่ำคืน และเมื่อเราเปิดประตูรถ เบาะที่นั่งคนขับ จะปรับเลื่อนถอยหลังอัตโนมัติ เพื่อให้เข้าสู่ตำแหน่งที่นั่งขับขี่ได้อย่างสะดวกสบาย เบาะที่นั่งคนขับ ปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมที่ดันหลังแบบไฟฟ้า (Lumbar Support) ช่วยลดอาการเมื่อยล้าขณะขับขี่
ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย โดยเฉพาะที่นั่งของผู้โดยสารตอนหน้า ซึ่งมีความโปร่งและกว้างขวางเป็นพิเศษ เนื่องจากระบบเกียร์ ถูกออกแบบให้เป็นแบบระบบปุ่มกด หรือ Shift by Wire ซึ่งถูกติดตั้งอยู่บริเวณคอนโซลกลาง สามารถเลือกเปลี่ยนเกียร์ได้ตามต้องการเพียงปลายนิ้วสัมผัส นอกจากนี้ยังมีระบบเบรคมือไฟฟ้าพร้อมระบบ Auto Hold ที่ช่วยหยุดรถชั่วขณะในสภาพการจราจรติดขัด และระบบ Wireless Charging เพียงวางโทรศัพท์บริเวณช่องชาร์จด้านซ้ายของปุ่มเลือกตำแหน่งเกียร์
ระบบความบันเทิง สามารถควบคุมได้ผ่านหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 5 นิ้ว ที่สามารถเลือกฟังก์ชันเพื่อความบันเทิงได้ตามต้องการ เช่น ระบบวิทยุ พร้อมระบบเชื่อมต่อบลูทูธ ช่องต่อระบบ USB และ AUX
หน้าปัดขนาด 7 นิ้ว แบบ TFT แสดงการทำงานของระบบต่าง ๆ บริเวณคนขับ แสดงข้อมูลพื้นฐานของรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็น ระยะทางที่สามารถวิ่งได้ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง ระดับพลังงานของแบตเตอรี่ รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ ของตัวรถที่จำเป็น สามารถเลือกดูได้ผ่านปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย

สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลได้ ตามรูปแบบการขับขี่ โดยเลือกรูปแบบการขับขี่ได้ ผ่านปุ่ม ‘Drive Mode’ บริเวณคอนโซลกลาง ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ Eco, Normal และ Sport ในโหมด Eco หน้าปัดจะแสดงมาตรวัดความเร็วในรูปแบบอนาล็อก เช่นเดียวกับมาตรวัดความเร็วแบบรถยนต์ปกติ และแถบสีเขียวบริเวณตัวเลขความเร็ว พร้อมไฟแสดงสถานะโหมด Eco สีเขียว
ในโหมด Normal หน้าปัดจะแสดงมาตรวัดความเร็วในรูปแบบอนาล็อก จากแถบสีเขียวในโหมด Eco จะถูกเปลี่ยนเป็นแถบสีเทา และไม่มีไฟแสดงสถานะโหมด Normal
โหมด Sport หน้าปัดจะถูกเปลี่ยนจากมาตรวัดความเร็ว เป็นมาตรวัดแสดงสถานะกำลังการขับเคลื่อนของรถจาก 0 ถึง 100 เปอร์เซนต์ ในรูปแบบอนาล็อกพร้อมแถบสีแดง ตรงกลางจะแสดงความเร็วแบบตัวเลขดิจิตอล ที่จะถูกไล่ลำดับขึ้นไปตามความเร็วของรถยนต์
ขับเคลื่อนโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าชนิดซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร ที่ให้พละกำลังสูงสุด 120 แรงม้า (88kW) แรงบิดสูงสุด 295 นิวตัน-เมตร เชื่อมต่อผ่านระบบเกียร์แบบ Single-Speed ที่สามารถเลือกตำแหน่งเกียร์ผ่านปุ่มกดบริเวณคอนโซลกลาง และสามารถพารถยนต์ไปที่ความเร็วสูงสุดที่ 165 กิโลเมตร/ชั่วโมง
แบตเตอรี่ที่ใช้สำหรับเก็บพลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนนั้น เป็นแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออน โพลิเมอร์ ขนาด 28 kWh ที่สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 280 กิโลเมตร ใช้เวลาในการชาร์จไฟแบบปกติอยู่ที่ 4 ชั่วโมง 25 นาที โดยประมาณ และการชาร์จไฟแบบ Quick Charge ที่กำลังการชาร์จไฟขนาด 50 kW จะใช้เวลา 30 นาที และ 23 นาทีโดยประมาณ
เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดกับระบบ Regenerative Braking System ที่สามารถควบคุมได้ด้วยปุ่ม Paddle Shift บริเวณด้านหลังพวงมาลัย มีทั้งหมด 4 ระดับ
มีระบบ Blind Spot Detection ที่จะทำหน้าที่ตรวจจับรถในจุดอับสายตาขณะขับขี่ โดยทำงานควบคู่กันกับระบบ Lane Change Assist ที่จะช่วยตรวจจับรถในเลนด้านข้างในขณะที่ผู้ขับขี่กำลังจะเปลี่ยนเลน และยังทำงานร่วมกับระบบ Rear Cross Traffic Alert
มีระบบ Lane Departure Warning (LDW) หากรถกำลังเคลื่อนออกจากช่องจราจร ระบบจะส่งเสียงเตือนให้นำรถกลับเข้าสู่ช่องจราจรเดิม ระบบ Lane Keeping Assist (LKA) ที่ใช้กล้องตัวเดียวกัน ในการตรวจจับเส้นแบ่งช่องการจราจร เมื่อรถกำลังเคลื่อนออกจากช่องจราจร ระบบจะสั่งการให้หักพวงมาลัยกลับมาในช่องจราจร อันนี้หักกลับแบบรู้สึกถึงแรงผลักพวงมาลัยเลยนะครับ

ที่ชอบมากคือ Smart Cruise Control (SCC) ระบบจะทำงานโดยใช้เรดาร์ที่อยู่บริเวณโลโก้บนกระจังหน้า ในการรักษาระดับความเร็วแบบแปรผัน ตามความเร็วของรถที่อยู่ด้านหน้า และผู้ขับขี่ ยังเลือกระดับการรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้าได้อีกด้วย เพิ่มความสะดวกสบายและปลอดภัยขณะขับขี่ ระบบ Forward Collision Warning (FCW) ที่ช่วยเตือนเมื่อขับรถเข้าใกล้รถคันหน้ามากเกินไป และระบบ Autonomous Emergency Braking System (AEB) ที่จะช่วยเบรกรถอัตโนมัติ ในกรณีที่คนขับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง หรือในกรณีที่คนเดินถนนเดินตัดผ่านหน้ารถในระยะกระชั้นชิด กล้องบริเวณด้านบนกระจกบังลมหน้า และเรดาร์บริเวณกระจังหน้า จะทำหน้าที่ตรวจจับวัตถุและคนเดินถนน และจะสั่งการให้รถหยุดโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ทดลองในความเร็วประมาณ 110 กม./ชม. บนทางด่วนศรีสมาน
สรุปว่าโดยรวมชอบมาก ฟีลลิ่งการขับเหมือนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเลยครับ ทั้งเสียงเครื่องยนต์ที่จำลองมา ทั้งอัตราเร่งที่มาไวตามสั่ง ส่วนราคารถยนต์แห่งอนาคตคันนี้อยู่ที่ 1,749,000 บาท เราหนีอนาคตไม่พ้นหรอกครับ อยู่ที่เราจะเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่ก้าวนำหรือเปล่าเท่านั้นเอง



Comments