F I V E F E E T A P A R T - Mixmaya.Com
F I V E   F E E T   A P A R T

F I V E F E E T A P A R T

F I V E   F E E T   A P A R T

 

 

สัมผัสของมนุษย์...เราต้องการสัมผัสนั้นจากคนที่เรารัก พอ ๆ กับที่เราต้องการอากาศเพื่อหายใจ ฉันไม่เคยเข้าใจจนกระทั่งฉันไม่สามารถมีสิ่งนั้นได้” ~ สเตลลา

 

 

            บางครั้งความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมาจากคู่ที่ดูเหมือนไปด้วยกันไม่ได้ตั้งแต่เริ่ม ใน Five Feet Apart โดย จัสติน บัลโดนี วัยรุ่นสองคนต้องเผชิญกับอุปสรรคขวากหนามที่แยกพวกเขาให้รักกันไม่ได้ เพราะพวกเขานั้นไม่สามารถสัมผัสกันและกันได้ จูบกันไม่ได้ ไม่สามารถอยู่ใกล้กันจนกระซิบให้กันและกันได้ยินได้ ชะตาดูเหมือนจะเล่นตลกกับ สเตลล่า และ วิล แต่ไม่มีอะไรจะหยุดพวกเขาในการหาแรงใจในการมีชีวิตอยู่เพื่อกันและกัน เมื่อพวกเขาปฏิเสธที่จะยอมแยกจากกัน สเตลล่าและวิลจะทำลายกำแพงล่องหนที่กั้นกลางระหว่างพวกเขาในการเดินทางเพื่อตามหาความผูกพันและความหวัง

 

 

            เฮลีย์ ลู ริชาร์ดสัน (The Edge of Seventeen) และ โคล สเปราส์ (Riverdale) แสดงนำในบทสเตลล่าและวิล สองคู่รักที่ต้องฝันฝ่าอุปสรรค แม้ว่าสองตัวละครต่างเป็นผู้ป่วยโรค cystic fibrosis (CF) เหมือนกัน แต่บุคลิกของทั้งคู่ต่างกันสิ้นเชิง สเตลล่าเป็นสาวน้อยสดใน ชอบ Vlog มีความสุขในโลกของตัวเอง ขณะเดียวกับที่วิลเป็นทุกอย่างที่สเตลล่าพยายามหลีกเลี่ยง หนุ่มหัวขบถ จอมแหกแหกกฎ ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ไม่เคยคิดถึงอนาคต สเตลล่า คือ คนประเภทที่วิลหมั่นไส้ เธอเป็นคนโลกสวยตลอดเวลา อันที่จริงครั้งแรกที่พวกเขาได้พบกัน พวกเขายินดีที่จะทำตามคำสั่งหมอที่บอกให้พวกเขาอยู่ห่างกันอย่างน้อยหกฟุต เพื่อป้องกันไม่ให้วิลแพร่เชื้อแบคทีเรียให้สเตลล่า

            เมื่อผ่านเหตุการณ์ทั้งหลายมาด้วยกัน สเตลล่าได้มอบเหตุผลให้วิลสู้ต่อ ส่วนวิลมอบอิสระในการใช้ชีวิตให้กับเธอ พวกเขากล้าจะแหกกฎ ทวงคืนพื้นที่ที่จะให้พวกเขาอยู่ใกล้กันมากกว่าเดิม แม้จะเป็นเพียงแค่ฟุตเดียวก็ตาม

 

 

            แต่ละคนต้องคอยเติมพลังชีวิตให้กันและกันเป็นอะไรที่โดนใจนักแสดงนำทั้งคู่ สเปราส์ กล่าว “ผมชอบเรื่องราวที่ตั้งคำถามกับคนดูว่า ความรักที่แท้จริงมันเป็นอย่างไรส่วนใหญ่เราคิดว่ามันเป็นความรู้สึกที่สามารถจับต้องได้ ทำให้เรามักมองข้ามมันไป แต่ความรักจำเป็นต้องจับต้องได้เสมองั้นหรอ ทุกอย่างที่เราคาดหวังจะได้จากการมีความรัก เช่น การสัมผัสกัน สามารถทดแทนด้วยอย่างอื่นได้หรือเปล่า?

            ริชาร์ดสัน เสริม “สิ่งที่สเตลล่าและวิลต้องเผชิญจะทำให้ผู้ชมมองความรักต่างออกไป พวกเขาแตะต้องกันไม่ได้ เข้าใกล้กันยังไม่ได้เลย มันทำให้สายใยระหว่างพวกลึกซึ้งมาก มันมีอะไรมากกว่าการรักกันที่เปลือกนอกแบบหนังรักทั่วไป”

 

เรื่องราวความโรแมนติกเกิดขาดเดาจากฝีมือของจัสติน บัลโดนี

            การที่จู่ ๆ จัสติน บัลโดนี นึกคอนเซ็ปต์ Five Feet Apart  ขึ้นมาได้ ต้องย้อนกลับไปตอนที่เขาทำ ซีรี่ส์สารคดีฟีลกู๊ด My Last Days ที่เกี่ยวกับกลุ่มวัยรุ่นที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคร้ายคุกคามชีวิตในขณะที่พวกเขาต้องพยายามทำความฝันของตัวเองให้สำเร็จ ไม่น่าแปลกใจที่ My Last Days กลายเป็นซีรีส์สารคดีที่มีผู้ชมเยอะที่สุดทางช่องทางดิจิทัล ประสบความสำเร็จจนมีภาคต่ออีกสองซีซั่น บัลโดนีเบนเข็มมาเป็นนักแสดง บทที่โด่งดังที่สุดของเขาคือการรับบทเป็น ราฟาเอล  โซลาโน ในซีรีส์ยอดฮิต Jane The Virgin แต่ความเป็นนักทำหนังยังคงอยู่ในสายเลือดเขา เขามักมองหาที่จะเสนอเรื่องราวใหม่ ๆ ให้กับวงการนี้ตลอดเวลา

            ตอนที่เขาทำที่เกี่ยวโรคซีเอฟ บัลโดนีได้รู้จักกับ แคลร์ ไวน์แลนด์ ผู้ล่วงลับ เธอเป็นหัวหน้ากลุ่มผู้ป่วยซีเอฟ เธอเป็นคนถ่ายทอดเรื่องราวว่าการเป็นโรคซีเอฟกับการมีความรักมันเหมือนเส้นขนานขนาดไหน วันหนึ่งผมถามแคลร์ว่าเคยเดตกับคนที่เป็นซีเอฟด้วยกันไหม แคลร์มองผมเหมือนเป็นพวกโง่ เธอบอกว่า ‘แน่นอนว่าไม่’ ผมถามกลับว่า ‘ทำไมล่ะ?’ เธอเลยอธิบายว่าคนที่เป็นโรคซีเอฟเหมือนกันไม่สามารถเข้าใกล้กันได้เกินกว่าหกฟุต เพราะเชื้อแบคทีเรียอาจจะติดต่อกันได้ ผมอึ้งไปเลย” บัลโดนี กล่าว

            บัลโดนีกลาวต่อ “มันทำให้ผมตระหนักได้ว่าผมโชคดีแต่ไหนที่ได้จูบภรรยา กอดลูก ๆ แต่พอมาคิดว่าถ้าเกิดให้โรคซีเอฟเป็นรากฐานของความรักโรแมนติกล่ะ ลืมโรมิโอแอนด์จูเลียตไปได้เลย พวกเขาไม่ได้เจออุปสรรคหนักเท่าตัวเอกของเราในเรื่องนี้หรอก เรื่องมันเข้ากับยุคสมัย มันเกี่ยวกับอิทธิพลของสังคมภายนอกที่มีผลต่อความสัมพันธ์ ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้จะมอบมุมมองใหม่ ๆ ให้ได้เห็นพลังแห่งรักของคนเรานั้นยิ่งใหญ่จนเอาชนะอุปสรรคทุกประการได้ แต่มันยังมีความท้าทายด้วยตรงที่ว่าตัวละครของเราไม่สามารถสัมผัสกัน แต่มันจะทำให้คนดูรู้สึกเหมือนพวกเขาใกล้ชิดกันตลอดเวลาได้หรือเปล่า?”

 

 

ตามหาสเตลล่า

            ตั้งแต่เริ่มต้นการทำงาน ทุกคนรู้ดีว่าหัวใจหลักของเรื่องนี้ คือ การหานักแสดงที่ใช่ ตามหาสเตล่าที่จะมาเขย่าโลกทั้งใบของวิล เธอต้องเป็นคนขี้เล่นพอที่จะพยายามเป็นดาราประจำยูทูป แต่ยังต้องเข้มแข็งพอที่จะดัดนิสัยหัวดื้อของวิลได้ด้วย 

             “เราออดิชั่นเป็นร้อยคนเพื่อหาคนที่โดดเด่นจากข้างใน คนที่สามารถแสดงให้เห็นว่า ตัวละครนี้ผ่านอะไรมาบ้าง แต่ยังคงความเข้มแข็งให้เป็นตัวอย่างได้ด้วย” แคธี่ ชูลแมน โปรดิวเซอร์ กล่าว “ฉันคิดว่าจัสตินรู้มาตลอดว่า เฮลีย์ ลู ริชาร์ดสัน คือสเตลล่าของเรา”

            ริชาร์ดสันแจ้งเกิดจากการรับบทเป็นเพื่อนซี้ของ เฮย์ลี สไตน์ฟิลด์ ในภาพยนตร์เรื่อง Edge of Seventeen และยังนำแสดงในภาพยนตร์เรื่อง  Support The Girls ที่ได้กระแสตอบรับล้นหลาม บัลโดนี่ซี้กับริชาร์ดสันมานานแล้ว แต่วันหนึ่งเขาตระหนักได้ว่า    “สเตลล่าต้องเป็นแบบนี้แหละ ต้องเป็นคนมีชีวิตชีวาแบบเฮย์ลี บางครั้งคุณก็คิดขึ้นมาได้เฉย ๆ ว่า คงเป็นคนไม่ได้แล้วนอกจากเธอคนนี้”

            ตอนที่ริชาร์ดสันอ่านบท ภาพของเธอในบทนี้มันชัดเจนมาก “ผมตื่นเต้นจริง ๆ ที่คนดูจะได้เห็นสิ่งที่เฮย์ลีมอบให้สเตลล่า” บัลโดนี่กล่าว “ความสดใสของเธอมันทำให้คุณยิ้มออก แม้ว่าซีนนั้นจะกดดันแค่ไหนก็ตาม แต่การแสดงของเธอยังคงความสมจริง เข้าถึงได้ง่าย”

            สำหรับริชาร์ดสัน เธอประทับใจบทเรื่องนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่าน เธออาจจะไม่เคยมีประสบการณ์แบบที่สเตลล่าต้องเผชิญกับโรคร้าย แต่เธอเข้าใจว่าสเตลล่าต้องเก็บความจู้จี้ ความเป็นคนบ้าความสมบูรณ์แบบ เอาไว้ข้างใน “ฉันชอบตรงที่อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสเตลล่าไม่ใช่โรคซีเอฟ แต่เป็นความกดดันที่เธอสร้างมาเองต่างหาก ความรู้สึกที่เธอต้องทำตามทุกคนที่รักเธอ จนรู้สึกเหมือนตัวเองถูกควบคุมตลอดเวลา” ริชาร์ดสันสังเกต

            ริชาร์ดสันยิ่งเคารพตัวละครนี้เมื่อได้คุยกับผู้ป่วยซีเอฟระหว่างขั้นหาข้อมูล “ฉันอยากรู้ทุกรายละเอียด” เธอกล่าว “ฉันอยากรู้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ การับบทเป็นผู้ป่วยโรคที่หาได้อยากแบบนี้ ฉันรู้สึกว่าต้องถ่ายทอดมันออกมาให้ถูกต้อง” เธอกล่าวต่อ “ ฉันอยากรู้เรื่องกายภาพ เรื่องการรักษา แต่ฉันยังอยากรู้ว่าผู้ป่วยโรคนี้ต้องรับมือกับด้านอารมณ์ของตัวเองยังไงในทุก  ๆ วัน การได้คุยกับคนที่เป็นโรคนี้ จริงๆ ช่วยฉันได้เยอะ”

            สเตลล่ายังบอกเล่าเรื่องราวของเธอผ่านยูทูป เพื่อให้คนที่เป็นเหมือนเธอไม่ได้รู้สึกว่าอยู่ตัวคนเดียว สำหรับริชาร์ดสัน การถ่ายทำฉาก Vlog ของสเตลล่าเป็นสิ่งที่เธอเฝ้ารอเลยทีเดียว “ฉันรู้สึกว่าฉันอาจจะเป็นยูทูปเบอร์ก็ได้ในโลกคู่ขนาน” เธอหัวเราะ “ถ่าย Vlog มันเป็นอะไรที่สนุกมาก วิดีโอบนยูทูปมันปรุงแต่งเยอะเหมือนกันนะ แต่สเตลล่าแบ่งปันประสบการณ์ของเธอ ซึ่งมันมอบแรงบันดาลใจให้คนอื่น สำหรับฉัน ยิ่งเป็นตัวของตัวเองเท่าไหร่ คุณจะยิ่งไปไกลมากขึ้นเท่านั้นในแพล็ตฟอร์มนี้”

            สเตลล่ามั่นใจว่าเธอจะไม่มีวันตกหลุมรักคนที่เป็นแบบเธอ แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อ วิล เข้ามาในชีวิตเธอ ริชาร์ดสันชอบตรงที่นี่ไม่ใช่รักแรกพบ สเตลล่าได้แต่มองบนเมื่อได้พบกับวิลครั้งแรก

            มันตลกตรงที่สเตลล่าตั้งใจจะเมินวิล แต่กลายเป็นว่าเธอคิดถึงเขาตลอดเวลา” ริชาร์ดสันหัวเราะ “การพบกันครั้งแรกของพวกเขามันเหมือนคนต่างขั้วมาเจอกัน” เธอยิ้ม “ความที่เขาดูเหมือนไม่สนใจที่จะรับการรักษาหรือให้ความร่วมมือมันทำให้เธอหงุดหงิด ฉันว่าความแตกต่างเนี่ยแหละที่ดึงดูดพวกเขาเข้าหากัน พวกเขารู้ดีว่าสามารถเรียนรู้จากกันและกันได้”

            กลายเป็นสเตลล่าที่เป็นคนคิดจะแหกกฎ ขอเข้าใกล้กันมากกว่าเดิมอีกหนึ่งฟุต จากหกฟุตที่แยกพวกเขาจากกันให้เหลือแค่ห้าฟุต “สเตลล่ารู้สึกกับวิลจนถึงจุดที่ต้องหารักษาระยะห่างโดยที่ต้องยังอยู่ด้วยกันให้ได้” ริชาร์ดสันอธิบาย 

 

วิล หนุ่มหัวขบถ

            งานหาคนมารับบทวิลไม่ใช่งานง่าย บทนี้ต้องการนักแสดงหนุ่มที่สามารถแสดงให้เห็นความขัดแย้งภายในตัวเองออกมา คนที่สามารถถ่ายทอดความเท่ ความกบฏ และอารมณ์ขันเสียดสีออกมาได้เป็นธรรมชาติ

            วิลเป็นคนไข้โรคซีเอฟที่ร้ายแรงกว่าคนอื่น เพราะมีเชื้อ เบอร์โคลเดอเรีย ซีเพเชีย หรือเรียกสั้น ๆ ว่า บี. ซีเพเชีย แบคทีเรียชนิดนี้จะไม่เป็นอันตรายกับคนส่วนใหญ่ แต่สำหรับผู้ป่วยซีเอฟแล้ว บี. ซีพาเซียสามารถสร้างปัญหาและลดโอกาสที่จะปลูกถ่ายปอดใหม่สำเร็จ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองพระนางมีเดิมพันมากกว่าเดิม เชื้อนี่แพร่กระจายได้ง่ายมากหากมีการสัมผัสกัน ดังนั้นจึงมีกฎที่ว่าผู้ป่วยห้ามเข้าใกล้กันเกินหกฟุต นั่นคือระยะที่เชื้อโรคสามารถเดินทางได้ในอากาศ

            ผู้ที่มารับบทนี้ คือ โคล สเปราส์ ที่เคยฝากผลงานการแสดงเป็น จั๊กเฮด โจนส์ ใน ซีรีส์ Riverdale เขาแสดงร่วมกับ ดีแลนฝาแฝดของเขามาตั้งแต่ยังเด็ก ทั้งคู่ร่วมแสดงใน Big Daddy กับ อดัม แซนด์เลอร์ และ The Suite Life of Zack & Cody ทางช่องดิสนีย์ แต่สเปราส์ยังมีด้านที่รอให้ค้นพบอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา และความใฝ่รู้ที่ทำให้เขาพักการแสดงเข้าเรียนสาขาโบราณคดี และการถ่ายภาพที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก

            บัลโดนี่กล่าว “สิ่งที่ทำให้ผมถูกใจโคลมากที่สุด คือ เขาเป็นคนฉลาด หัวไว และเข้าใจหน้าที่ของนักแสดงเป็นอย่างดี โคลยังเป็นตากล้องสายตาเฉียบ ซึ่งผมคิดว่านั่นจะปรับให้เขากับตัวละครวิลที่รักการวาดภาพได้ไม่ยาก ยิ่งผมสนิทกับโคลมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาเหมือนวิลมากเท่านั้น” 

            ตอนที่สเปราส์ได้พบกับริชาร์ดสัน เคมีของทั้งคู่ปรากฏให้เห็นทันที “สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือเฮลีย์กับผมจะแสดงออกมาได้เข้ากันหรือเปล่า เพราะเราแตะต้องตัวกันไม่ได้เลย” เขากล่าว “แต่มันออกมาเป็นธรรมชาติ ต้องขอบคุณเฮลีย์ เธอเก่งมาก และยังแสดงความเสน่ห์แบบสเตลล่าออกมาได้ดีสุด ๆ ”

            สเปราส์เองก็ทุ่มเทให้กับการหาข้อมูลไม่แพ้กัน เขาเน้นไปที่การทำความเข้าใจกับวัยรุ่นที่เป็นซีเอฟว่าพวกเขาทำอย่างไรถ้ามีความรัก “มันเป็นอะไรที่ท้าทายมากเลยนะ ไม่รู้จะอธิบายออกมายังไงเลย” เขากล่าว “มันทำให้ผมได้ฉุกคิดขึ้นมาว่าพวกเราใช้ชีวิตกันสุรุ่ยสุร่ายมาก โชคดีแค่ไหนที่เราสามารถมีความรักกันโดยที่ไม่ต้องเจอกับอุปสรรคแบบสองคนนี้ในเรื่อง”

            เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมคนอย่างวิลถึงสร้างกำแพงมาเพื่อป้องกันตัวเองจากความหวัง “การที่ต้องผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่าตั้งแต่ยังเล็กมันส่งผลกับเขานะ” สเปราส์สังเกต “วิลกลายมาเป็นคนต่อต้านสังคมเพราะเขาไม่สามารถอยู่กับใครได้นาน เขาชินกับการที่ทุกสิ่งออกมาไม่เป็นไปตามคาด ซึ่งนี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมสเตลล่าถึงเข้ามาเปลี่ยนมุมของเขาไป”

            ขณะที่วิลจอมขวางโลกมืออาชีพ วิธีของเขาไม่ได้ผลกับสเตลล่า “ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้วิลอึ้งคือสเตลล่าจู้จี้จนทำให้กำแพงของเขาทลายลงได้” เขาหัวเราะ “ไม่เคยมีใครใส่ใจเขาขนาดนี้มาก่อน”

            วิลแอบศึกษาตัวตนของสเตลล่าผ่านทางอินเทอร์เน็ต “เขาสงสัยมากว่าทำไมเธอถึงมีผลต่อหัวใจเขาขนาดนี้” สเปราส์เล่า “โชคดีที่เขาเข้าใจตัวตนของเธอได้เยอะผ่าน Vlog ทั้งหลายที่เธอทำไว้ ยิ่งเขาได้รู้จักเธอมากขึ้นเท่าไหร่ เขายิ่งซื่อสัตย์กับตัวเองมากขึ้น เพราะเขาอยากซื่อสัตย์ต่อสเตลล่า”

            เพื่อเตรียมรับบทเป็นวิล สเปราส์ต้องลดน้ำหนักถึง 30 ปอนด์ ต้องปรึกษากับนักโภชนาการเพื่อให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างปลอดภัย สเปราส์กล่าวว่าขั้นตอนนี้ทำให้เขาเข้าใจทุกอย่างชัดเจนขึ้น “ซีเอฟเป็นโรคที่ทำให้น้ำหนักคุณลดฮวบ ๆ ผู้ป่วยหลายคนผอมจนเห็นกระดูก มันยากใช่เล่นเลยนะแต่มันทำให้ผมได้เห็นมุมมองของวิล”

 

 

อยู่เพื่อกันและกัน : สเตลล่าและโพ

            มีคนคนหนึ่งที่ผ่านทุกอย่างมาพร้อมกับสเตลล่า โพ เพื่อนซี้ที่สุดของเธอ โพพยายามทำตัวสดใสอยู่ตลอดเวลา แต่เขาเองก็มีปัญหาของตัวเองเหมือนกัน เขาฝันอยากจะเป็นเชฟที่เดินทางไปชิมอาหารทั่วโลก มีคนรักแบบวัยรุ่นทั่วไป แต่เขาไม่สามารถอยู่กับใครนาน ๆ ได้เพราะเขาไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่ได้อีกนานขนาดไหน

            ผู้ที่มารับบทนี้่คือ มัวเซส อาริอาส อดีตดาราเด็กที่เคยรับบท ริโก ในThe Hannah Montana Show เคยร่วมแสดงในThe Kings of Summer และ Ender’s Game ทีมงานเห็นความตลกและพลังงานอันล้นเหลือชองโพในตัวเขา “มัวเซสมีจังหวะของตัวเอง” บัลโดนีบรรยาย “นั่นคือสาเหตุว่าทำไมพวกเราถึงรักเขามาก เขาเป็นคนทีดึงดูดสายตาทุกคนโดยแค่เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งนั่นคือคุณสมบัติของโพที่เราต้องการ”

            อาริอาส มองว่า Five Feet Apart นั้นเน้นไปที่ความเป็นเพื่อนพอ ๆ กับความโรแมนติก เขาชอบที่สเตลล่ากับโพตัวติดกันตลอดเวลาโดยที่ยังรักษากฎของผู้ป่วยไปพร้อมกัน “ความผูกพันของสองตัวละครนี้ไม่เหมือนใคร” เขากล่าว “พวกเขาผ่านเรื่องหนักหนามาด้วยกัน เล่าให้กันและกันฟังทุกเรื่อง แต่พวกเขากลับนั่งข้าง ๆ กันไม่ได้! การที่พวกเขายังคงความเป็นเพื่อนได้โดยไม่เอาเรื่องนั้นมาเป็นปัญหา เป็นอะไรที่งดงามมาก” 

 

เปลี่ยนห้องโถงและล็อบบี้เป็นแดนมหัศจรรย์: งานออกแบบ

            แม้ว่าฉากในส่วนใหญ่ใน Five Feet Apart จะเกิดขึ้นในโรงพยาบาล แต่ทีมงานเลือกจะนำเสนอในรูปแบบที่ต่างออกไป สำหรับบัลโดนี การออกแบบเป็นกุญแจสำคัญที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ของวิลและสเตลล่า

            บัลโดนีกล่าว “หนึ่งในสิ่งที่ผมเรียนรู้จากเพื่อนที่เป็นโรคเรื้อรัง คือ ปกติแล้วโรงพยาบาลเป็นที่มอบความสุขให้พวกเขา มันเป็นที่ที่พวกเขาไปเพื่อให้กลับมาปกติอีกครั้ง ผมเลยอยากให้โรงพยาบาลเป็นที่ซึ่งสเตลล่าและวิลได้มาพบกัน เป็นเหมือนตัวละครหนึ่งของหนัง ให้มันเป็นที่อบอุ่น ผมถ่ายทอดมันออกมาให้คล้ายโรงเรียนม.ปลาย ที่ให้สเตลลากับวิลได้ทำความรู้จักกัน มีแผนกเด็กอ่อนที่ซึ่งสเตลลาชอบแอบมาพักสมอง”

            มีหลืบ มีมุม ให้ทั้งวิล สเตลล่า และโพ ได้แอบทำอะไรลับๆ ตามภาษาวัยรุ่น ชูลแมนเล่า “พวกเขารู้จักที่แห่งนี้ทุกซอก ทุกมุม เล่นสเก็ตบอร์ดในห้องโถง แอบเข้าไปเล่นสระน้ำหลังเวลาปิด ย่องเข้าไปทำอาหารเมนูพิเศษในโรงอาหาร”

            บัลโดนีมีภาพบรรยากาศของเรื่องในหัวมาตลอด ช่วงเวลาที่เรื่องเกิดขึ้นคือระหว่างเทศกาลขอบคุณพระเจ้าและคริสมาสต์

แม้ว่าจะถ่ายกันช่วงหน้าร้อนในนิวออร์ลีนส์ “มันเป็นเรื่องยากนะที่จะทำงานท่ามกลางอากาศ 40 องศา แต่ผมก็เข้าใจได้ว่าทำไมเรื่องถึงควรเกิดช่วงหน้าหนาว” แอนโธนี่ ที. แฟนนิ่ง นักออกแบบงานสร้างระดับรางวัลเอมมี่กล่าว “ฤดูหนาวมันสวยมาก แต่มันทำให้การหายใจยากขึ้นด้วย ซึ่งมันเพิ่มเดิมพันให้กับสองตัวละครของเราที่อยากออกไปดูไฟคริสมาสต์”

            ที่นิวออร์ลีนส์ ทีมงานได้ใช้ตึกโรงพยาบาลหารผ่านศึกเป็นฉากหลัก เสริมด้วยฉากสระว่ายน้ำที่เหมือนเป็นชายหาดสุดโรแมนติกสำหรับสเตลล่าและวิล  “ตึกทหารผ่านศึกเป็นรากฐานที่ดีให้เรา มันดูเรียบหรูเหมือนโรงบาลทั่วไป แต่ดูมีสไตล์มากกว่า” แฟนนิ่งกล่าว “เราตกแต่งสีสันเข้าไปเพิ่มด้วย”

            ในห้องของสเตลล่า วิล และโพ แต่ละห้องตกแต่งให้สะท้อนกับบุคลิกของตัวละครแต่ละตัว เหมือนห้องนอนวัยรุ่นทั่วไป “มันเหมือนกับหอพักเลย” แฟนนิ่งเล่า “ห้องสเตลล่าคุณจะได้เห็นสิ่งที่สะท้อนตัวตนและความฝันของเธอ วิลแทบจะไม่แต่งอะไรเลย ส่วนห้องของโพคุณจะเห็นว่าเขาสนใจแฟชั่น กีฬา สเก็ตบอร์ด และการทำอาหาร”

           

ใส่ใจในศิลปะ

            นอกจากที่สองตัวละครนำเป็นโรคซีเอฟเหมือนกันแล้ว พวกเขายังหลงใหลในงานศิลปะเหมือนกันอีกด้วย นั่นเป็นผลว่าทำไม่สเตลล่าถึงตกลงให้วิลวาดรูปเธอ

            สำหรับภาสเก็ตช์ของวิล ทีมงานใช้บริการจากนัดวาดการ์ตูนชาวนิวออร์ลีนส์ ซีซาร์ มีโดว์ ที่มีผลงานมีชื่ออย่าง Mumbeaux Gumbo and Qomix บัลโดนีกล่าว “ผมอยากให้ผู้ชมสัมผัสได้ว่าวิลจริงจังการการวาดรูปมากกว่าแค่เป็นงานอดิเรก เขาอยากทำมันเป็นอาชีพถ้าเป็นไปได้ ซีซาร์เป็นมืออาชีพมา เขาเข้ากันได้ดีกับโคลเลยล่ะ”

            แฟนนิ่งเสริม “ภาพของซีซาร์ไม่เหมือนใคร มันเข้ากับบุคลิกของวิล จากนั้นเราได้ เดฟ เคลซีย์ มาวาดภาพเหมือนจริงที่วิลได้สเตลล่าเป็นแบบ”

            บัลโดนี่กล่าวว่าภาพวาดของเดฟ เคลซีย์จะแสดงให้ตัวตนของวิลชัดเจนที่สุด “คุณจะรู้สึกได้เลยว่าวิลวาดรูปพวกนี้ออกมาจากหัวใจ ซึ่งมันทำให้สเตลล่าต้องอึ้งไปเลย”

 

รู้จักกับโรคซีเอฟ

            ซิสติก ไฟรโบซิส (ซีเอฟ) คืออาการผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้ร่างกายผลิตเมือกเสมหะออกมาที่ปอด ตับอ่อน และอวัยวะอื่น ๆ  เมือกนี้ทำให้ผู้ป่วยซีเอฟหายใจลำบากและนำไปสู่การติดเชื้อรวมทั้งอาหารแทรกซ้อมอีกมากมาย มีผู้ป่วยโรคซีเอฟประมาณ 30,000 คนในอเมริกา และ 70,000 หมื่นคนทั่วโลก

            ช่วงทศวรรษที่ 50 เด็กที่เกิดมาพร้อมซีเอฟมักอยู่ไม่ถึงวัยอนุบาล แต่ทุกวันนี้ด้วยเทคโนโลยีการแพท์ทำให้ผู้ที่เป็นซีเอฟสามารถใช้ชีวิตจนถึงวัยผู้ใหญ่ สามารถเรียนจบ มีครอบครัว ประกอบอาชีพได้ แต่ก็ยังมีผู้ป่วยเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอยู่ไม่น้อย ผู้ที่ยังอยู่ก็ต้องรับมือกับปัญหาสุขภาพ สภาวะอารมณ์  และค่าใช้จ่ายในการรักษา

การใช้ชีวิตร่วมกับโรคนี้ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถไปโรงเรียนได้ ไม่สามารถทำกิจกรรมแบบคนปกติทำกันเพราะเวลาทั้งหมดต้องใช้ไปกับขั้นตอนการดูแลรักษา ไม่ว่าจะเป็นต้องสวมเสื้อแอร์โฟลว์ที่ช่วยขับเสมหะวันละหลายชั่วโมง ต้องกินชาปรับสมดุลร่างกายเป็นกำมือ หรือแม้แต่ให้อาหารผ่านสายยางที่ช่องท้อง คนที่อาการน่าเป็นห่วงอาจจะต้องถึงขั้นปลูกถ่ายปอดใหม่ โดยต้องลงชื่อต่อคิวขอรับบริจาคอวัยวะเช่น สเตลล่า หรือยอมเป็นหนูทดลองยาตัวใหม่เช่นวิลเป็นต้น

            การปลูกถ่ายปอดไม่ได้รักษาซีเอฟ (ยิ่งทำให้เสี่ยงต่อการติดชื่อได้ง่ายขึ้นระหว่างการพักรักษาตัว) แต่มันช่วยยืดอายุผู้ป่วย และเยียวยาความทรมาน การปลูกถ่ายปอดเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อน ต้องมีการวางแผน เตรียมการ ผู้ป่วยที่กำลังเตรียมตัวปลูกถ่ายปอดต้องปฏิบัติตามคำสั่งหมออย่างเคร่งครัด ในแต่ละปีมีผู้ป่วยซีเอฟราว 250 รายได้รับการปลูกถ่ายปอดใหม่

 

Comments

entertainment

VDO Update

Merigin

Related Post