เพชรตาแมว อัญมณีลี้ลับ นำพาโชคลาภมาสู่เจ้าของ

เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยได้ยินผ่านหูมาบ้างเกี่ยวกับเพชรตาแมว เพชรตาแมวเป็นอัญมณีศักสิทธิ์ เชื่อกันว่าถ้าผู้ใดได้ครอบครองจะถือว่าเป็นผู้มีบุญสูงส่ง แต่ใครจะรู้ว่าในความสวยงามนั้น ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดของเจ้าแมวผู้น่าสงสาร
ตามตำนานเล่าว่า เมื่อครบรอบ 100 ปี ถึง 1,000 ปี จะมีเทพจากสรวงสรรค์ลงมาจุติยังโลกมนุษย์ 1 องค์ โดยเทพดังกล่าวจะมาเกิดเป็นแมว และได้นำแก้วมณีสารพัดนึก ซึ่งเป็นของวิเศษประจำตัวลงที่มาโลกมนุษย์ เพื่อชดใช้กรรมที่ยังเหลืออยู่ และก่อนที่เทพองค์ดังกล่าวจะละสังขารแมว ท่านจะประทานแก้ววิเศษที่รู้จักกันในนาม "เพชรตาแมว" ให้แก่ผู้ที่มีพระคุณ ที่เลี้ยงดูมาจนถึงวาระที่ได้ชดใช้กรรมหมดสิ้นแล้ว โดยก่อนจากไปท่านจะเข้ามาคลอเคลียกับผู้ที่เป็นเจ้าของเหมือนเป็นการบอกลาครั้งสุดท้าย และทิ้งเพชรตาแมวของตนไว้ให้ ก่อนจะกลับขึ้นไปบำเพ็ญตบะบนสรวงสวรรค์ดังเดิม

ในขณะเดียวกัน หากมองในแง่ของวิทยาศาสตร์ อาจกล่าวได้ว่า เพชรตาแมวเกิดจากแมวที่ตาเป็นต้อหิน โดยดวงตาข้างนั้นจะมีน้ำออกในตา แม้แมวไม่เจ็บปวด แต่ตาข้างนั้นจะไม่สามารถใช้การได้ และเมื่อแมวตัวดังกล่าวได้ตายลง ดวงตาข้างที่เป็นต้อก็จะแข็งขึ้นราวกับก้อนหิน แต่จะมีความสวยงาม แวววาว ราวกับเพชร ดังที่เรียกว่า เพชรตาแมว
โดย เพชรตาแมว มักมีลักษณะ ดังนี้
1. เพชรตาแมวชนิดหินใส มีลักษณะใสปนขุ่น ขนาดเท่าลูกแก้ว ในความใสจะเหมือนมีเสี้ยนไผ่อยู่ในตา หรือม่านตา เมื่อส่องด้วยกล้องขยายจะเห็นเป็นรังผึ้งขนาดเล็ก และมีเส้นเลือดขนาดเล็กด้วย
2. เพชรตาแมวชนิดใสเป็นแก้ว เพชรตาแมวชนิดนี้จะมีลักษณะเหมือนดวงตาแมวขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ในความใสจะไม่มีสีขาวขุ่นมาเจือปน มีมิติซับซ้อน และไม่สามารถทำเทียมเลียนแบบได้ เนื่องจากเนื้อจะใสบริสุทธิ์ และมีความแวววาวมาก
เชื่อกันว่าแมวตาเพชรนั้นจะมีดวงตาที่อำนาจลึกลับ หากแมวตาเพชรจ้องมองไปที่เหยื่อตัวใดนานๆ เช่น จิ้งจก หรือหนู เหยื่อจะไม่สามารถขยับตัวได้และตกลงมาตายในที่สุด โดยที่แมวไม่ต้องขยับตัวหรือทำอะไรเลยนอกจากจ้องเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ ปัจจุบัน เพชรตาแมว ยังคงเป็นวัตถุมงคล ที่บุคคลจำนวนมากอยากได้มาครอบครอง แต่เนื่องจากเป็นของหายาก และมีโอกาสเกิดขึ้นได้ราว 1 ในล้าน ดังนั้นสนนราคาของเพชรตาแมวจึงอยู่ในหลักสิบล้านบาทขึ้นไป โดยเฉพาะเพชรตาแมวที่มีลักษณะดี หรือเป็นของเก่าแก่อายุกว่าร้อยปี อย่างไรก็ดี เพชรตาแมวที่จำหน่ายต้องผ่านการรับรองจากสถาบันต่าง ๆ ที่น่าเชื่อถือ เช่น สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือมีใบรับรองเป็นวัตถุธรรมชาติจากกรมทรัพยากรธรณี เป็นต้น
เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคล ดังนั้นโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะคะ
ภาพจาก : www.dek-d.com



Comments