
ในปีที่ผ่านมา ประเทศจีนได้มีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ทำรายได้แค่เพียง 1-2% ของยอดบ็อกซ์ออฟฟิศในปีนั้น แม้ว่ามันจะดูเป็นตัวเลขที่ดูน้อยนิด แต่นั่นหมายถึงรายได้ขนาด 47 ล้านหยวน จากเงินลงทุนทั้งหมดเพียงแค่ 5 ล้านหยวนเท่านั้น กลายเป็นประตูบานใหม่สำหรับผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศจีน
กระแสความโด่งดังของหนัง “Proud of Me” ผลงานดราม่าสัญชาติจีนได้แพร่สะพัดในกลุ่มโซเชียลอย่างรวดเร็ว แม้ว่าภาพยนตร์จะไม่มีนักแสดงชื่อดังหรือเงินทุนก้อนโต มันก็ยังสามารถดึงดูดกลุ่มผู้ชมในประเทศจีนที่คิดถึงบ้านเกิดแถบกวางตุ้งได้เป็นจำนวนมาก สื่อของประเทศจีนได้กล่าวถึงรายได้ของภาพยนตร์เรื่องนี้ว่ามันคือปาฏิหาริย์ ยอดจำหน่ายตั๋วในเขตเฉาหยาง กว่างโจว และ เซินเจิ้น เป็นเขตของคนที่มีถิ่นกำเนิดในเฉาหยางอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศจีน และเขตเหล่านั้นก็ได้กลายเป็นเขตที่ทำรายได้ให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้มากที่สุด โดยนับเป็น 15% ของรายได้รวมทั้งหมด
ภาพยนตร์ได้บอกเล่าเรื่องราวของพ่อลูกคู่หนึ่งที่อาศัยอยู่ในเฉาหยาง ทั้งสองจะต้องรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากความต่างของวัยอยู่ตลอดเวลา ช่วงแรกของภาพยนตร์จะกล่าวถึงช่วงเวลาที่ตัวเอกชื่อ “369” อยู่ในโรงเรียน เขาทำตัวเป็นหัวโจกของห้อง และมักจะทำเรื่องบ้า ๆ อยู่เสมอ ส่วนในช่วงหลังภาพยนตร์จะเล่าถึงช่วงที่เขาย้ายออกจากเฉาหยางไปที่เซินเจิ้น ในที่แห่งนี้เขาจะต้องเผชิญกับความลำบากต่าง ๆ และบทสรุปของความสัมพันธ์ระหว่างเขาและชายที่เลี้ยงดูเขามาทั้งชีวิต

ในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ ทีมงานได้ถ่ายฉากทั้งหมด 80% ที่เขตเฉาหยาง นักแสดงแทบทั้งหมดล้วนแต่เป็นคนเฉาหยาง มีการใช้ภาษาจีน สำเนียงแต้จิ๋ว มากกว่า 60% ของความยาวภาพยนตร์ และจำนวนนักแสดงทั้งหมดที่มีส่วนร่วมในโปรเจกต์นี้มีมากกว่า 2,000 คน
“Proud of Me” ได้นำวัฒนธรรมท้องถิ่นของจีนเข้ามาผสมผสานอย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นการชงชากังฟู การแสดงงิ้ว วัดชื่อดัง และอาหารท้องถิ่น แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือ “ภาษาแต้จิ๋ว” เพราะนี่คือภาพยนตร์ภาษาแต้จิ๋วเรื่องแรกของจีนแผ่นดินใหญ่ กลิ่นอายของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ปลุกกลุ่มคนที่คิดถึงบ้านเกิดให้มาเข้ารับชม เกิดเป็นกระแสการเล่าต่อแบบปากต่อปาก และได้กลายเป็นภาพยนตร์ม้ามืดแห่งปี 2018 ที่ได้เปิดประตูบานใหม่ของวงการภาพยนตร์จีน และมีกำหนดเข้าฉายในประเทศไทย 20 มิถุนายนนี้ ในโรงภาพยนตร์





Comments