เข้าสู่หน้าฝนกันเเล้ว หลายพื้นที่ก็เริ่มมีฝนตกทุกๆวัน เเต่มีใครสังเกตบ้างหรือเปล่าว่าในเเต่ละครั้งที่เกิดฝนตกมีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอื่นๆเกิดขึ้นมากมายไม่ว่าจะเป็นฟ้าร้องฟ้าผ่าหรือเเม้เเต่รุ้งกินน้ำ วันนี้ MiXMAYA นำข้อมูลที่เพื่อนๆควรรู้มาฝากกัน รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหามนะ

- พายุฝนฟ้าคะนองคืออะไร?
พายุฝนฟ้าคะนอง หรือ Thunderstorm เกิดจากเมฆที่ก่อตัวขึ้นในแนวดิ่งขนาดใหญ่ที่เรียกว่า เมฆคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสภาพอากาศรุนแรง เช่น ลมกระโชก ฟ้าแลบ และฟ้าผ่า ฝนตกหนัก อากาศปั่นป่วนรุนแรงทำให้มีลูกเห็บตก และอาจเกิดน้ำแข็งเกาะจับเครื่องบินที่บินอยู่ในระดับสูง

เเท้จริงเเล้วการเกิดพายุฝนฟ้าคะนองนั้นมีเพียง 3 ขั้นตอนเท่านั้น ได้แก่ ขั้นก่อตัว ขั้นเจริญเต็มที่ และขั้นสลายตัว
1. ขั้นก่อตัว (Cumulus stage)
เราคงรู้สึกได้ว่าก่อนฝนจะตกนั้นอากาศจะร้อนอบอ้าวเสียเหลือเกิน นั่นเป็นเพราะกลุ่มอากาศร้อนนั้นกำลังลอยตัวขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ มวลอากาศร้อนเหล่านี้จะค่อยๆลอยตัวขึ้นไปสู่ความสูงระดับหนึ่งเเละค่อยๆเย็นลงจนถึงจุดนึงจะควบเเเน่นเป็นละอองน้ำเล็กๆ โดยมวลอากาศจะเย็นลงเมื่อลอยสูงขึ้นและเริ่มควบแน่นเป็นละอองน้ำเล็กๆ ทำให้เกิดเมฆคิวมูลัส
2. ขั้นเจริญเต็มที่ (Mature stage)
จะมีกระแสลมพัดในเเนวตั้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในเมฆคิวมูลัส จนก่อให้เกิดการควบเเน่นเป็นเม็ดน้ำมากขึ้นจนในที่สุดเมฆก็ไม่สามารถแบกรับน้ำหนักน้ำเเละน้ำเเข็งไว้ได้จึงร่วงหล่นสู่พื้นดินกลายเป็นฝน มีการเคลื่อนที่ลงของกระเเสลมทำให้เกิดลมกระโชกรุนแรง นอกจากนั้นกระแสอากาศเคลื่อนที่ขึ้นและลงจะก่อให้เกิดลมเฉือน (Wind shear) ซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายต่อเครื่องบินที่กำลังจะขึ้นและร่อนลงสนามบินเป็นอย่างยิ่ง อุณหภูมิที่พื้นดินจะค่อยๆลดลง ทุกๆ ครั้งที่มีพายุฟ้าคะนองเราจะ รู้สึกว่ามีลมกระโชกแรงและอากาศเย็นลง ในขั้นนี้ฝนจะเกิดขึ้นในบริเวณระดับต่ำของเมฆ และอาจจะมีทั้งหิมะและฝนในระดับสูงๆ ขึ้นไป สำหรับพายุฟ้าคะนองที่มีกระแสลมพัดขึ้นแรงๆ น้ำอาจถูกพัดขึ้นไปถึงระดับสูงมากจนกลายเป็นน้ำแข็งหรือที่เรียกว่า ลูกเห็บ
3. ขั้นสลายตัว (Dissipating Stage)
เป็นระยะที่พายุฝนฟ้าคะนองมีกระแสอากาศเคลื่อนที่ลงเพียงอย่างเดียว หยาดน้ำฟ้าตกลงมาอย่างรวดเร็วและหมดไป พร้อมๆ กับกระแสอากาศที่ไหลลงก็จะเบาบางลง การเกิดพายุฝนฟ้าคะนองในแต่ละครั้ง จะกินเวลานานประมาณ 2 - 4 ชั่วโมง
ภาพการวงจรการเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง

เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังจะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง?
- - สังเกตเมฆ Cumulonimbus เจ้าเมฆนี้จะเป็นสัญญาณเตือนว่าจะเกิดพายุรุนเเรงในเวลาไม่ช้า
- - สังเกตพฤติกรรมสัตว์ นกเป็นอีกสัญญาณเตือนภัยทางธรรมขาติที่ดีพวกมันจะรีบบินกลับรังเมื่อจะเกิดพายุ
- - ติดตามข่าวสารการพยากรณ์อากาศสม่ำเสมอ
เตรียมตัวรับมือพายุฝนฟ้าคะนอง
1. ท่านอยู่ข้างนอกระหว่างที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนองควรเข้าหาที่กำบังในทันทีไม่ควรอยู่ในที่โล่งเเจ้งขณะเกิดฝนฟ้าคะนองเนื่องจากอาจโดนฟ้าผ่า หรือความเเรงของลมอาจพัดสิ่งปลูกสร้างให้ปลิวหลุดออกมาจนก่อให้เกิดอันตรายได้
2. อยู่ห่างเสาไฟฟ้าเเละต้นไม้ขนาดใหญ่เข้าไว้เนื่องจากพวกนี้คือสายล่อฟ้าชั้นดี
3. นำสัตว์เลี้ยงเข้าบ้านเพื่อหาที่กำบังให้พวกมันในทันที สัตว์จำนวนมากจะขวัญเสียเเละหวาดกลัวฟ้าร้องฟ้าผ่า
4. ควรเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินเช่น ไฟดับ ไฟฉาย เทียนไข ไฟแช็คคือสิ่งจำเป็นที่ควรมีติดบ้าน อีกทั้งควรรองน้ำประปาสำรองไว้เสมอ เเละอย่าลืมชาร์จเเบตโทรศัพท์หรือมีแบตเตอรี่สำรองไว้เสมอ
5. เครื่องสำรองไฟ อีกตัวเลือกที่น่าสนใจที่ควรพิจารณาติดตั้งไว้ที่บ้านสำหรับบ้านที่มีผู้สูงอายุเเละเด็กเล็กอีกทั้งยังสร้างความอุ่นใจให้เราอีกด้วยไม่ต้องกังวลเรื่องไฟดับ
6. อยู่ห่างกระจกเข้าไว้ ลมกระโชกแรงนั้นสามารถทำให้กระจกหนาๆเเตกได้ เพื่อป้องกันอันตรายจากการกระจายของเศษกระจกควรอยู่ห่างมันไว้
7. หากท่านอยู่ข้างนอกระหว่างเกิดพายุฝนฟ้าคะนองเเละไม่สามารถหาที่กำบังได้ ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่สูงเนื่อบจากฟ้าผ่ามักจะชอบผ่าลงวัตถุที่สูงการอยู่ในพื้นที่ต่ำๆคือวิธีหลีกเลี่ยงที่ดีที่สุด ระวังอย่าให้ตัวเองอยู่สูงกว่าสิ่งของในพื้นที่ อยู่ห่างต้นไม้เข้าไว้
8. หากเดินทางเป็นหมู่คณะในที่โล่งเเจ้ง ให้ทิ้งระยะห่างเเต่ละบุคคล 15-30 เมตร เพื่อป้องกันกรณีฟ้าผ่ากระจายสู่บุคคลอื่น
9. หากฟ้าผ่าเเละท่านอยู่ในที่โล่งเเจ้งให้ย่อตัวลงต่ำมือประสานเเนบข้างศีรษะสองเท้าชิดกัน รอจนกว่าเสียงฟ้าจะนิ่งเเล้วจึงเคลื่อนที่ต่อ
10. หากพบเห็นบุคคลโดนฟ้าผ่าให้รีบเเจ้งโรงพยาบาลโดยทันที เคลื่อนที่ผู้ป่วยเข้าสู่พื้นทีปลอดภัยเเละทำการ CPR
เกร็ดความรู้เพิ่มเติม
- - อากาศร้อนอบอ้าว เนื่องจากมวลอากาศร้อนยกตัวลอยขึ้น เมื่อปะทะกับอากาศเย็นด้านบนแล้วควบแน่นกลายเป็นละอองน้ำในเมฆ และคลายความร้อนออกมาในรูปของรังสีอินฟราเรด
- - ท้องฟ้ามืดมัว อากาศเย็น เนื่องจากการก่อตัวของเมฆคิวมูโลนิมบัสมีขนาดใหญ่มากจนบดบังแสงอาทิตย์ ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวลดต่ำลง
- - กระแสลมกรรโชก เกิดขึ้นกระเเสลมภายในเมฆคิวมูโลนิมบัสเป่าลงมากระแทกพื้นดินและกลายเป็นลมเฉือน (Wind shear)
- - กลิ่นดินหลังฝนตก กลิ่นนี้สร้างมาจากแบคทีเรียในสกุล Streptomyces ซึ่งเป็นแบคทีเรียแกรมบวกที่มีลักษณะเป็นสายยาว อยู่กลุ่มแบคทีเรียที่เรียกว่า Actinomycetes พวกมันชอบอาศัยอยู่ในกินที่ชื้นและอบอุ่น เมื่ออากาศร้อนจะสร้างสปอร์ไว้ เมื่อฤดูฝนมาอีกครั้ง เม็ดฝนที่ตกลงมาบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยสปอร์เหล่านี้จะทำให้สปอร์ฟุ้งลอยอยู่ในอากาศกลายเป็นละออง ทำให้เราได้กลิ่นดิน

- - ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า ฟ้าร้อง เนื่องจากกระแสลมพัดขึ้นและลง ทำให้เกิดการเหนี่ยวนำของประจุไฟฟ้าในก้อนเมฆและบนพื้นดิน
- - ฝนตกหนัก เกิดจากการสลายตัวของก้อนเมฆเปลี่ยนเป็นหยาดน้ำฟ้าตกลงมาฝน และในบางครั้งมีลูกเห็บตกลงมาด้วย
- - รุ้งกินน้ำ เกิดจากละอองน้ำซึ่งยังตกค้างอยู่ในอากาศหลังฝนหยุด หักเหแสงอาทิตย์ทำให้เกิดสเปกตรัม

- ขอขอบคุณข้อมูลจาก lesa



Comments