
บทสัมภาษณ์ ท็อดด์ ฟิลลิปส์ (ผู้กำกับ/ผู้อำนวยการสร้าง/ผู้ร่วมเขียนบท)
คำถาม:คุณพูดไว้ว่าหนังบางเรื่องจากยุคทศวรรษ 1970และ80สื่อสารกับคุณโดยตรงและเป็นแรงบันดาลใจให้คุณเป็นนักเล่าเรื่อง ทำไมจึงเป็นอย่างนั้นครับ
ท็อดด์ ฟิลลิปส์: ผมคิดว่าสิ่งที่ตรงใจผมคือการที่หนังสามารถเจาะลึกลงไปยังตัวละครหนึ่งๆ เรื่องราวเหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยตัวละครและไม่จำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยพล็อตเรื่อง ผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองสนใจแง่มุมนี้จนกระทั่งได้มองย้อนกลับไป และอาจกล่าวได้ว่านักแสดงชั้นเยี่ยมหลายคนในยุคของเราก็เคยรับบทในหนังเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นNetwork, Taxi Driver,Serpicoหรือ One Flew Over the Cuckoo’s Nest…มีหลายเรื่องเลย ในบางแง่มันคล้ายละครเวที แต่ได้รับการเสริมแต่งด้วยเวทมนตร์ของภาพยนตร์

คำถาม: และในปี 2019คุณก็ได้วาคีน ฟีนิกซ์มาเล่นในหนังเรื่องนี้
ท็อดด์ ฟิลลิปส์: ใช่ครับ ผมได้วาคีน ฟีนิกซ์มา สก็อตต์ ซิลเวอร์กับผมเขียนบทนี้ให้วาคีน และเราไม่รู้ว่าจะได้วาคีนมาเล่นหรือเปล่าด้วย บ่อยครั้งคุณก็ไม่ได้นักแสดงที่คุณเขียนบทให้หรอก แต่วิธีนี้ก็ช่วยเติมเชื้อไฟให้งานเขียนบทได้ แต่เมื่อเราเขียนบทเสร็จ เราก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้ได้เขามารับบทนี้ แล้วถ้าเกิดไม่ได้จะเป็นอย่างไร เขาเป็นนักแสดงที่มีเอกลักษณ์มากครับ เป็นนักแสดงชั้นเยี่ยมคนหนึ่งเลย
คำถาม:ในฐานะมือเขียนบทและผู้กำกับการมีตัวละครเอกเป็นผู้เล่าเรื่องที่เชื่อถือไม่ได้ช่วยสร้างความงามหรือความท้าทายให้เรื่องนี้อย่างไรบ้างครับ
ท็อดด์ ฟิลลิปส์: จะบอกว่าเป็นผู้เล่าเรื่องที่เชื่อถือไม่ได้ก็แทบจะไม่พอด้วยซ้ำไปครับ เพราะเขาเป็นผู้เล่าเรื่องที่เชื่อถือไม่ได้แล้วยังเป็นโจ๊กเกอร์ด้วย คุณสามารถเล่าเรื่องได้อย่างอิสระเมื่อผู้เล่าเรื่องเป็นคนที่เชื่อถือไม่ได้ และอิสระนั้นยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีกเมื่อคนคนนั้นเป็นโจ๊กเกอร์ เขากล่าวไว้ในหนังสือคอมิกเรื่องBatman: The Killing Joke ว่า “ถ้าผมมีอดีต ผมอยากให้มันเป็นเหมือนข้อสอบที่มีคำตอบหลายข้อให้เลือก” เพราะฉะนั้นมันขึ้นอยู่กับว่าคุณมองหนังเรื่องนี้ผ่านเลนส์แบบไหนเวลาที่คุณหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือเวลาที่คุณคิดว่าเขาเป็นใครในตอนจบของเรื่อง หรือว่าเขาเป็นโจ๊กเกอร์จริงๆ หรือเปล่า เรามองหนังเรื่องนี้ได้จากหลายมุมและผมคิดว่าสิ่งที่น่าสนใจในหนังเรื่องนี้คือคุณจะเดินออกจากโรงหนังโดยไม่ได้รับคำตอบทั้งหมด แต่ละคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ก็จะมีทฤษฎีที่แตกต่างกันไปว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นหรือไม่ได้เกิดขึ้นกันแน่
คำถาม:เนื่องจากหนังเรื่องนี้เล่าความเป็นมาของตัวละคร คุณจึงสามารถสร้างเรื่องราวว่าเขากลายมาเป็นโจ๊กเกอร์ได้อย่างไร ถ้าเกิดว่าเขาเป็นโจ๊กเกอร์จริงๆ ใช่ไหมครับ
ท็อดด์ ฟิลลิปส์: ใช่เลยครับ สำหรับเราแล้ว เพราะเราเล่าเรื่องราวออกมาเป็นเวอร์ชันนี้ เราจึงพยายามทำให้ทุกสิ่งดูสมเหตุสมผล ถึงแม้พูดอย่างนี้จะฟังดูแปลกก็เถอะ ตัวอย่างเช่น เหตุผลหนึ่งที่เราให้เขาเป็นตัวตลกก็เพราะเราคิดว่า “ทำไมเขาต้องแต่งหน้าแบบนี้เวลาที่เขากลายเป็นโจ๊กเกอร์ ทำไมเขาถึงต้องแต่งหน้าแบบนี้ด้วยล่ะ อ้อ รู้แล้ว ถ้าเกิดว่าเขาเป็นตัวตลกในชีวิตจริงล่ะ” นั่นจึงนำไปสู่คำถามที่ว่า “แล้วทำไมเขาจึงมาเป็นตัวตลก” ก็เพราะแม่ของเขาบอกเขาเสมอว่าเขาต้องมอบเสียงหัวเราะและความสุขให้โลกใบนี้ไงล่ะ คำตอบจากคำถามของเราเองค่อยๆ ผสมกลมกลืนกันจนเกิดเป็นเรื่องราวขึ้นมา

คำถาม: คุณสำรวจแนวคิดใดในเรื่องราวของอาร์เธอร์ครับ
ท็อดด์ ฟิลลิปส์: สิ่งหนึ่งที่เราอยากสำรวจในหนังเรื่องนี้คือการเข้าใจหัวอกของผู้อื่น และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือการขาดความเข้าใจนั้น ซึ่งเราพบเห็นได้ทั่วไปในโลกทุกวันนี้ นั่นคือประเด็นหนึ่งที่เรามองว่าน่าสนใจ และเราก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ชมที่จะให้ความเห็น
คำถาม: ในหนังอาร์เธอร์พยายามดิ้นรนที่จะให้คนอื่นเห็นและรู้ตัวดีว่าเขาเหมือนคนที่ไร้ตัวตน แต่เด็กเล็กๆ ทุกคนในหนัง อย่างเช่นเด็กผู้ชายบนรถบัส ต่างพากันชอบเขาและมองเห็นด้านดี ในตัวเขา คุณคิดว่าทำไมเป็นอย่างนั้นครับ
ท็อดด์ ฟิลลิปส์: ผมคิดว่าเด็กๆ ไม่ได้มองโลกผ่านเลนส์ใดๆ จริงๆ นะครับ เด็กๆ ไม่ได้แยกคนชายขอบออกจากคนรวยหรือคนจน เด็กๆ แค่เห็นคนที่พยายามจะทำให้พวกเขาหัวเราะแล้วก็ตอบสนองไปตามนั้น ถ้าตัวละครแม่ในฉากรถบัสหันมาพูดว่า “ขอบคุณนะคะที่ทำให้ลูกฉันหัวเราะ ตลอดทั้งวันฉันเพิ่งได้เห็นแกมีความสุขขนาดนี้” อาร์เธอร์ก็คงจะเดินตัวลอยกลับบ้านแทนที่จะเดินคอตก ที่จริงแล้วผมมักพูดกับวาคินอยู่เสมอว่า “อาร์เธอร์เหมือนใส่รองเท้าหนักๆ เอาไว้” เขาแบกน้ำหนักของโลกไปกับเขาด้วยทุกที่
คำถาม: ในเนื้อเรื่องหลักจากคอมิกของ DC มีแง่มุมมากมายเกี่ยวกับเมืองก็อธแธมที่เราทุกคนรู้จัก และคุณก็เลือกองค์ประกอบเฉพาะบางส่วนอย่างเช่น อาร์แคม มาอยู่ในหนังเรื่องนี้ด้วย
ท็อดด์ ฟิลลิปส์: ใช่ครับ เรามีตัวละครโธมัส เวย์น และอัลเฟรดกับบรูซ และเรายังมีอาคารที่ตั้งชื่อตามตระกูลเวย์นด้วย อย่างหอประชุมเวย์นและคฤหาสน์เวย์น แต่ในหนังของเรา โรงพยาบาลโรคจิตอาร์แคมใช้ชื่อว่าโรงพยาบาลรัฐอาร์แคม ซึ่งน่าจะดูเหมาะสมมากกว่า เพราะเราคิดว่า ในก็อธแธมเวอร์ชันของเรา คนจะเรียกมันว่าโรงพยาบาลโรคจิตอาร์แคมจริงๆ น่ะหรือ ไม่น่าใช่นะ มันน่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐอาร์แคมมากกว่า

คำถาม:คุณทำงานกับฝ่ายสร้างสรรค์อย่างไรเพื่อสร้างก็อธแธมให้ออกมาตรงตามภาพที่คุณจินตนาการไว้ครับ
ท็อดด์ ฟิลลิปส์: ทุกครั้งที่คุณทำหนัง คุณต้องมีผู้ร่วมงานคนสำคัญๆ ร่วมเดินทางไปกับคุณด้วย ผมเขียนบทร่วมกับสก็อตต์ ซิลเวอร์ ในขณะที่แบรดลีย์ คูเปอร์และเอ็มมา ทิลลิงเจอร์ คอสคอฟฟ์เป็นผู้ร่วมอำนวยการสร้าง เอ็มมาไปที่กองถ่ายทุกวันและสร้างทุกอย่างให้กลายเป็นจริงขึ้นมา มาร์ค ฟรีดเบิร์ก เป็นนักออกแบบงานสร้างที่ช่วยให้เมืองก็อธแธมของเรามีรูปลักษณ์และบรรยากาศอย่างที่คุณเห็นในหนัง มาร์คเติบโตมาแถวถนนเวสต์เอ็กทีเฟิร์สต์สตรีท ดังนั้นเขาจึงศึกษาภาพถ่ายเก่าของนิวยอร์กเพื่อหารายละเอียดของงานกราฟฟิตีบนกำแพง กองขยะ และรถรุ่นต่างๆ ที่เราต้องการใช้ตามยุคสมัยที่เป็นฉากของเรื่อง เขาใส่ใจในรายละเอียดยิบย่อยทุกอย่าง และมาร์ค บริดเจส ซึ่งเป็นฝ่ายเครื่องแต่งกาย ก็เคยทำงานกับวาคินมาสองสามครั้งแล้ว แลร์รี เชอร์ เป็นตากล้องของผมในหนังหกเรื่องล่าสุด เขาน่าจะเป็นคู่หูในการทำงานสร้างสรรค์ที่ผมไว้ใจมากที่สุดแล้ว เราเดินทางไปถ่ายหนังด้วยกันมาแล้วทั่วโลก และแลร์รีกับผมก็พูดคุยกันอย่างเจาะลึกเกี่ยวกับงานภาพที่เราอยากได้ในหนังเรื่องนี้ ขณะที่ฮิลเดอร์ กัวร์นาโดติชนักประพันธ์ดนตรีของเราก็เขียนเพลงเสร็จก่อนที่เราจะถ่ายทำด้วยซ้ำ โดยอาศัยพื้นฐานจากบทภาพยนตร์ที่ผมส่งไปให้เธอ มีดนตรีประกอบมากมายในหนังเรื่องนี้เพราะผมคิดว่าผลงานของเธอนั้นมีเอกลักษณ์มาก และแน่นอนที่ขาดไม่ได้คือมือตัดต่อของผม เจฟฟ์ กร็อธซึ่งทำงานกับผมจนกระทั่งถึงการวางเฟรมสุดท้าย
คำถาม: มีประโยคหนึ่งในหนังเรื่องนี้ที่อาร์เธอร์บรรยายชีวิตของตัวเองว่า “ผมเคยคิดว่าชีวิตของผมเป็นเรื่องเศร้า แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่ามันเป็นเรื่องตลกต่างหาก” หลังจากคุณได้นำเขาผ่านเรื่องราวจากหน้าแรกของบทภาพยนตร์ไปจนถึงเฟรมสุดท้ายของหนังที่เสร็จสมบูรณ์ คุณพอจะบอกได้ไหมครับว่า จุดไหนในเรื่องนี้ที่เขาข้ามเส้นแบ่งจากเรื่องเศร้าเข้าสู่เรื่องตลก
ท็อดด์ ฟิลลิปส์: ไม่ได้มีเหตุการณ์ไหนหรือช่วงเวลาใดที่ชี้ชัดได้ว่าเป็นเรื่องเศร้าหรือเรื่องตลกครับ อาร์เธอร์ไม่ใช่วีรบุรุษเลยสักนิดและหนังเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องตลกด้วย แต่เส้นแบ่งนั้นมาจากมุมมองของเขาเองซึ่งเรารู้ดีว่าเชื่อถือไม่ได้ เช่นเดียวกันเราอาจตั้งคำถามว่าเขากลายเป็นโจ๊กเกอร์ตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาไม่ได้กลายเป็นโจ๊กเกอร์ในตอนที่เขาแต่งหน้า มันเป็นสิ่งที่ค่อยๆ เกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เหตุผลที่หนังเรื่องนี้มีจังหวะการเดินเรื่องที่ค่อยเป็นค่อยไปในตอนต้นเรื่องนั้นเป็นความตั้งใจของเรา และผมคิดว่าวิธีนี้ช่วยให้หนังสื่อสารออกมาอย่างได้ผล

Put on a happy face เตรียมตัว ปั้นหน้ามีความสุข เพื่อนต้อนรับชายผู้ที่จะมาสร้างแรงสั่นสะเทือนสุดโกลาหลไปทั่วโลก วันที่ 3 ตุลาคม กับ Joker ทั้งในระบบปกติ และระบบ IMAX ที่ใหญ่ยักษ์ เต็มตา พร้อมด้วยระบบที่ทำให้เสียงหัวเราะของโจ๊กเกอร์ดังลั่นในโสทประสาทของคุณอย่างแน่นอน






Comments