
ในการก้าวย่างไปสู่ดินแดนที่เราไม่รู้จัก แม้กระทั่งสำหรับราชินีผู้เข้มแข็งอย่างเอลซ่า ก็จำเป็นต้องอาศัยความกล้าหาญ ความกระตือรือร้น ความอดทน และเวทมนตร์เล็กๆ ก็ไม่เสียหายนะ แต่ก่อนที่เอลซ่าจะเริ่มออกเดินทาง ผู้กำกับคริส บัค, เจนนิเฟอร์ ลีและผู้อำนวยการสร้างปีเตอร์ เดล เวโค่ ต้องเริ่มออกเดินทางของตัวเอง หลังจากความสำเร็จที่คาดไม่ถึงของ “Frozen”ในปี 2013 ที่ทำให้เราได้รู้จักกับสองพี่น้องแสนน่ารัก ชาวเขามากเสน่ห์และมนุษย์หิมะที่น่าจดจำ ผู้ชื่นชอบอ้อมกอดอุ่นๆ “เราตระหนักได้ว่ายังมีคำถามที่ยังค้างคาใจอยู่ในใจพวกเรา” ลีกล่าว “เราสงสัยว่าตอนนี้อันนาจะทำอะไรในเมื่อเธอมีทุกอย่างที่เธอต้องการแล้ว เรารู้สึกว่ามันยังมีคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบเกี่ยวกับพ่อแม่ของพวกเธอ ว่าเรือของพวกเขาแล่นไปที่ไหนในตอนที่มันล่ม และคำถามที่สำคัญที่สุดก็คือ ทำไมเอลซ่าถึงเกิดมาพร้อมกับพลังเวทมนตร์”
เดล เวโค่กล่าวว่า “มีบางสิ่งเกี่ยวกับตัวละครพวกนี้ที่ยังคงน่าสนใจและน่าหลงใหลสำหรับเรา เราอยากจะรู้อะไรมากกว่านี้ เรารู้สึกว่าเรื่องราวของพวกเธอยังคงดำเนินต่อไปน่ะครับ”
บัคกล่าวว่า ใน “Frozen”โลกเพิ่งเปิดกว้างสำหรับตัวละคร “พวกเขาพยายามหาคำตอบว่าพวกเขาเป็นใคร” เขาตอบ “แต่มันให้ความรู้สึกเหมือนว่าพวกเขาเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว พวกเขากำลังใช้ชีวิตของตัวเอง เราอยากจะรู้ว่ามันมีความหมายอย่างไรสำหรับพวกเขาแต่ละคนครับ”
“ถ้า ‘Frozen’คือการมีความสุขชั่วนิรันดร์” ลีกล่าว “ถ้าอย่างนั้น ‘Frozen 2’ก็คือวันหลังจากนั้น ชีวิตได้เข้ามาแทรกแซงความสุขนั้น มันทำให้คุณหัวปั่น ดังนั้น นี่ก็เป็นเรื่องของการเรียนรู้ที่จะต่อสู้เพื่อที่ทางของตัวเองในโลกใบนี้ ทำในสิ่งที่ถูกต้อง เรื่องของผู้ใหญ่ทั้งหลายทั้งปวงที่คุณต้องทำ มันยังคงมีความสนุกสนานและอารมณ์ขัน แต่มันก็เป็นเรื่องราวที่สะเทือนอารมณ์เกี่ยวกับการค้นพบว่าตัวเราเองควรจะเป็นใครน่ะค่ะ”

“เอลซ่าได้ยินเสียงเรียกที่ไม่มีใครคนอื่นได้ยิน” ลีกล่าวต่อ “เธอพยายามจะปิดกั้นมัน แต่มันก็ไม่หยุด มันทำให้เธอได้เห็นเศษเสี้ยวจากอดีตของตัวเอง มันสัญญาว่าจะให้คำตอบถึงเหตุผลที่ทำให้เธอเป็นอย่างที่เธอเป็น เธอก็เลยมุ่งมั่นที่จะตามหาเสียงนั้นค่ะ”
คำตอบตามที่เสียงเรียกนั้นสัญญาเอาไว้ยังคุกคามอาณาจักรของเธอด้วย เอลซ่าพร้อมด้วยอันนา, คริสตอฟฟ์, โอลาฟและสเฟนต้องเผชิญหน้ากับการเดินทางที่อันตรายแต่ก็น่าทึ่งเข้าไปยังอาณาเขตที่ไม่เคยมีใครก้าวล้ำเข้าไป สู่ป่าเวทมนตร์และทะเลอนธการที่อยู่ไกลจากเอเรนเดลล์ ใน ‘Frozen’เอลซ่ากลัวว่าพลังของเธอจะมากเกินไปสำหรับโลกใบนี้ ใน โพนผื
เธอหวังว่าพลังของเธอจะมากพอ
“Frozen”เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในปี 2013 กลายเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลในบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลก มันได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขาภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยมแห่งปี ส่วนเพลงประจำเรื่อง “Let It Go”ที่ดนตรีและเนื้อร้องแต่งโดยคริสเทน แอนเดอร์สัน-โลเปซและโรเบิร์ต โลเปซก็ได้รับรางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
สองสามีภรรยาโลเปซกลับมาทำงานใน “Frozen 2”อีกครั้ง ด้วยการเขียนเพลงใหม่เอี่ยมเจ็ดเพลงที่ถ่ายทอดทั้งอารมณ์ ความสนุกสนาน และมนต์เสน่ห์ในแบบที่น่าติดตามและสร้างอารมณ์ร่วมไปพร้อมๆ กัน พวกเขาอ้างถึงลูกสาวของพวกเขาว่าเป็นแรงบันดาลใจสำหรับดนตรีมากมายในภาคแรก และดูเหมือนว่าบางสิ่งอาจจะไม่มีวันเปลี่ยน “อันนากับเอลซ่า กำลังโตขึ้นค่ะ” แอนเดอร์สัน-โลเปซกล่าว “และลูกสาวของเราก็กำลังโตขึ้นเหมือนกัน ลูกสาวเราอายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกสาวของเจนนิเฟอร์ ลีค่ะ พวกเธอเป็นคนทำให้เกิดการตัดสินใจของเราใน ‘Frozen’และยังเป็นคนที่ทำให้เกิดการตัดสินใจของเราใน Frozen 2 ด้วย เมื่อสาวๆ มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นและต้องเดินบนเส้นทางของตัวเองและเผชิญหน้ากับวิกฤติการณ์ของตัวเองโดยไม่มีเราคอยปกป้อง มันก็นำไปสู่ยุคสมัยใหม่ของการเลี้ยงดูลูกสำหรับเรา ซึ่งก็ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ด้วย”

โลเปซกล่าวเสริมว่า “โทนอีพิคของหนังเรื่องใหม่เป็นสิ่งที่เราต้องการจะนำเสนอให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มแรก ดังนั้น เพลงกล่อมเด็ก ‘All Is Found’ ที่ราชินีอิดูนาร้องให้ลูกสาวตัวน้อยของเธอฟังก็เลยเป็นแผนผังสำหรับตำนานของเรื่องราวนี้ครับ”
เช่นเดียวกับในภาคแรก ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเทพนิยายปี 1845 ของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สันเรื่อง “The Snow Queen” “Frozen 2”ได้ตอบรับองค์ประกอบของเทพนิยาย ตำนานและเรื่องราวที่คล้ายคลึงกัน ที่บ่อยครั้งมักถูกเขียนขึ้นเพื่ออธิบายถึงสิ่งที่หาคำอธิบายไม่ได้ เรื่องราวใหม่นี้เกิดขึ้นหลังจากบทสรุปของภาคแรกสามปี เอลซ่าเป็นราชินีและอันนาก็ดีใจที่ได้อยู่กับทุกคนที่เธอรัก ทั้งเอลซ่าคริสตอฟฟ์ โอลาฟและสเฟน ภายใต้หลังคาเดียวกัน สายสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้องแน่นแฟ้นและเป็นแกนหลักให้กับเรื่องราว อย่างไรก็ดี ทีมผู้สร้างกล่าวว่า มันมีคลื่นของความไม่สบายใจและความทุกข์ตรม ที่ท้ายที่สุดก็นำไปสู่การผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ การผจญภัยที่จะสร้างความกระจ่างให้กับทุกสิ่งที่เรารู้จักเกี่ยวกับตัวละครพวกนี้ “Frozen 2 ยิ่งใหญ่และอลังการกว่าภาคแรกอีกครับ” บัคกล่าว “แต่ที่สำคัญที่สุด ท้ายที่สุดแล้ว ‘Frozen’และ ‘Frozen 2’ ก็จับมือกันเพื่อสร้างเรื่องราวที่สมบูรณ์หนึ่งเรื่องขึ้นมาครับ”
อิดิน่า เมนเซล, คริสเทนเบลล์, โจนาธาน กรอฟฟ์และจอช แกดได้กลับคืนสู่ดินแดนเอเรนเดลอีกครั้งในฐานะผู้พากย์เสียงเอลซ่า, อันนา, คริสตอฟฟ์และโอลาฟ ตามลำดับ อีวาน ราเชล วู้ด (“Westworld”) ร่วมทีมนักพากย์ในบทราชินีอิดูนา แม่ของอันนาและเอลซ่า และสเตอร์ลิง เค. บราวน์ (“This Is Us,” “Black Panther”) รับบทผู้หมวดเดสทินแมททิแอส ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยบัคและลี อำนวยการสร้างโดยเดล เวโค่และควบคุมงานสร้างโดยไบรอน โฮเวิร์ด (“Zootopia) นักแต่งเพลง แอนเดอร์สัน-โลเปซและโลเปซได้แต่งเพลงใหม่เจ็ดเพลงสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้และคริสตอฟฟ์ เบ็ค ผู้แต่งดนตรีประกอบ “Frozen” ได้แต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย “Frozen 2” จากวอลท์ ดิสนีย์ แอนิเมชั่น สตูดิโอส์ ที่ผสมผสานเรื่องอบอุ่นหัวใจและอารมณ์ขันลงไปในการผจญภัยที่อัดแน่นไปด้วยแอ็กชัน พร้อมเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 21 พฤศจิกายน ปี 2019

การไขความกระจ่างตำนานและเทพนิยาย เรื่องราวเดินหน้าเมื่อทีมผู้สร้างพัฒนาความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขึ้นกับตัวละคร
ทีมผู้สร้างตั้งเป้าที่จะทำความเข้าใจตัวละครหลักของพวกเขาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเพื่อหาคำตอบให้กับคำถามที่ยังคงค้างคาใจหลังจากบทสรุปของ “Frozen”
ทีมผู้สร้างพบตัวเองล้วงลึกเข้าไปในลักษณะโครงสร้างของทั้งเทพนิยายและตำนาน “เราตระหนักว่าในภาคแรก เราเดินเรื่องทั้งตำนานและเทพนิยายไปพร้อมๆ กัน” ผู้อำนวยการสร้างปีเตอร์ เดล เวโค่กล่าว “เอลซ่าเป็นตัวละครในตำนาน ซึ่งมักจะแบกรับน้ำหนักของโลกใบนี้บนบ่าและทำในสิ่งที่พวกเราที่เหลือทำไม่ได้ นอกจากนั้น คนพวกนี้มักจะพบกับชะตากรรมที่น่าเศร้า ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นกับเอลซ่าในภาคแรกก็ได้ถ้าไม่ใช่เพราะอันนาน่ะครับ”
ผู้กำกับเจนนิเฟอร์ ลีกล่าวว่า อันนาเป็นตัวละครในเทพนิยาย “เธอเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี” ลีกล่าว “ตัวละครพวกนี้เป็นมนุษย์ค่ะ พวกเขาไม่ได้มีเวทมนตร์ แต่มักจะเจอกับอันตรายจากโลกเวทมนตร์เสมอ พวกเขาพุ่งตรงเข้าไปหาจุดศูนย์กลางของอันตราย ทนทุกข์กับความยากลำบากและความสูญเสียด้วยความดิ้นรนสุดชีวิต แต่พวกเขาก็ประสบชัยชนะค่ะ”

ใครเป็นใครใน “Frozen 2”
เอลซ่าเป็นตัวละครในตำนานที่เพอร์เฟ็กต์ เธอมีเวทมนตร์และยิ่งใหญ่ ด้วยความซาบซึ้งที่คนในอาณาจักรตอนนี้ยอมรับตัวเธอแล้ว เธอก็พยายามเพื่อจะเป็นราชินีที่ดี แต่ลึกลงไปแล้วเธออดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าทำไมเธอถึงเกิดมาพร้อมพลังพิเศษ ปริศนานี้นำไปสู่การเดินทางเพื่อเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับอดีตที่ถูกซ่อนเอาไว้ เอลซ่ามุ่งหน้าลึกเข้าไปในดินแดนลึกลับที่ไม่เคยมีใครสำรวจมาก่อน ที่ซึ่งพลังของเธอจะถูกทดสอบจนถึงขีดจำกัด ระหว่างทาง เธอจะค้นพบชีวิตในแบบที่เธอควรจะใช้ แต่ในการทำช่นนั้น เธอก็เสี่ยงที่จะสูญเสียทุกสิ่ง รวมถึงตัวเธอเองด้วย
เอลซ่ารู้สึกว่าเธอถูกเรียกจากเสียงหนึ่งที่อยู่ห่างไกล เธอพยายามจะเพิกเฉยกับมัน แต่เสียงเรียกนั้นก็แข็งแกร่งและเย้ายวนใจระหว่างเพลงออริจินอล “Into the Unknown” ซึ่งเธอได้เรียนรู้ว่าคำตอบรอคอยเธออยู่ แต่เธอต้องผจญภัยไปไกลจากบ้าน
“ตัวละครในตำนานมีเวทมนตร์วิเศษ” ลีกล่าว “แต่มันไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่คำตอบและความจริงที่เราต้องเผชิญต่างหากล่ะคะ แล้วมันก็อาจมีแง่มุมที่แสนเศร้าด้วยเหมือนกัน ดังนั้น พวกเขาก็เลยสอนเราเกี่ยวกับตัวเราเองในแง่นั้นค่ะ” อิดิน่า เมนเซลกลับมาพากย์เสียงเอลซ่าอีกครั้ง

อันนาเป็นตัวละครตามเทพนิยายที่เพอร์เฟ็กต์ เธอเป็นคนมองโลกในแง่ดี ที่ไม่เคยย่อท้อ อันนาจะไม่เป็นไรตราบเท่าที่เธอมีครอบครัวของเธอ เอเรนเดลปลอดภัยดีและเธอก็จะไม่อยู่ตามลำพังอีกต่อไป จิตวิญญาณการมองโลกในแง่บวกของเธอถูกสะท้อนออกมาในเพลงที่เริ่มต้นขึ้นด้วยความพยายามที่จะคลี่คลายความไม่มั่นใจของโอลาฟเกี่ยวกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอรอบตัวเขา เพลง “Some Things Never Change” ซึ่งร้องโดยอันนา, คริสตอฟฟ์, เอลซ่าและโอลาฟ นำเสนอไอเดียของความเปลี่ยนแปลงต่อเรื่องราว และแม้ว่าชื่อเพลงจะเป็นอย่างนั้น แต่มันก็ยังเป็นคำสัญญาด้วยว่า ความเปลี่ยนแปลงกำลังรออยู่ข้างหน้า

ดังนั้น ในขณะที่ชีวิตดูเหมือนจะราบเรียบแสนสุขสำหรับอันนาเอเรนเดลกลับตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามและเอลซ่าก็ถูกเรียกตัวให้ไปไขปริศนาอันตรายเกี่ยวกับอดีต มีความจริงที่ซ่อนเร้นเกี่ยวกับอดีตของครอบครัวพวกเธอรึเปล่านะ “อันนาไม่มีอะไรจะเสียในหนังภาคแรกครับ” ผู้กำกับคริส บัคกล่าว “แต่ตอนนี้ เธอมีทุกอย่างให้สูญเสียเพราะเธอมีทุกอย่างเท่าที่เธอต้องการ ในขณะที่เอลซ่ากำลังโหยหาคำตอบ อันนากลับพยายามจะยึดติดกับทุกคนและทุกสิ่ง เธออาจจะสงสัยว่าทำไมพวกเขาถึงไม่สามารถจะมีความสุขและใช้ชีวิตอยู่ในปราสาทด้วยกันตลอดชีวิตได้ แต่นั่นไม่ใช่ชีวิตจริงๆ ใช่มั้ยล่ะครับ”
อันนาเป็นคนใจกว้างและเธอก็เทิดทูนพี่สาวของเธอ ดังนั้น ในตอนที่เอลซ่าประกาศว่าเธอต้องก้าวเข้าสู่ดินแดนที่ไม่เคยมีใครเหยียบย่างเข้าไปมาก่อน อันนาก็ตั้งใจจะไปกับเธอด้วย ในทุกก้าวของการเดินทาง ระหว่างที่อันนาร่วมเดินทางกับเอลซ่าไปยังป่าเวทมนตร์ที่อยู่นอกอาณาจักรเอเรนเดล ร่วมกับคริสตอฟฟ์, โอลาฟและสเฟน เธอก็สงสัยว่า พวกเขาจะสามารถหวนคืนสู่ความสุขแบบที่พวกเขาเคยรู้จักได้รึเปล่า คริสเทนเบลล์ให้เสียงพากย์ อันนา อีกครั้งหนึ่ง

แม้ว่าเขาจะไม่บอกใครเว้นแต่สเฟน แต่คริสตอฟฟ์ก็พร้อมที่จะก้าวไปอีกขั้นกับอันนาและขอเธอแต่งงาน “อันนาและคริสตอฟฟ์ตกหลุมรักกันในตอนจบภาคแรก” เดล เวโค่กล่าว “ใน ‘Frozen 2’ เราได้เห็นว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาพัฒนาไปอย่างไร”
เดล เวโค่กล่าวว่า ความพยายามที่จะถามคำถามสำคัญของคริสตอฟฟ์ล้มเหลวไม่เป็นท่า บ่อยครั้งเป็นเพราะอันนามัวแต่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับเอลซ่าอันนารักคริสตอฟฟ์สุดหัวใจแต่เธอกลับไม่รับรู้เลยถึงแผนการที่เขามีต่ออนาคต และในตอนที่เอเรนเดลถูกคุกคาม คริสตอฟฟ์ก็ไม่ลังเลที่จะอยู่เคียงข้างอันนาและเอลซ่าระหว่างที่พวกเธอเดินทางเข้าสู่ดินแดนลึกลับที่แม้แต่หนุ่มหิมะผู้เดินทางมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำยังไม่เคยพบเจอมาก่อน โจนาธาน กรอฟฟ์ พากย์เสียง คริสตอฟฟ์ อีกครั้งหนึ่ง

ผ่านมากว่าสามปีแล้วตั้งแต่ที่เอลซ่าได้สร้างโอลาฟขึ้นมา และด้วยพลังเวทมนตร์ของเอลซ่า เขาก็สามารถเพลิดเพลินไปกับฤดูร้อนได้จริงๆ สายสัมพันธ์ระหว่างเขากับครอบครัวของเขา อันนา, เอลซ่า, คริสตอฟฟ์และสเฟน ก็ใกล้ชิดกันเหมือนแต่ก่อน หลังจากที่ได้เรียนรู้การอ่านหนังสือแล้ว เขาก็หลงใหลในความมหัศจรรย์ของชีวิต รู้มั้ยผู้ชายมีโอกาสจะถูกฟ้าผ่ามากกว่าผู้หญิงถึงหกเท่าเลยนะ แล้วรู้มั้ยว่าน้ำก็มีความทรงจำนะ ด้วยความกระหายความรู้ใหม่ๆ และแนวทางการใช้ชีวิตแบบ “หยุดและดมดอกไม้” โอลาฟก็เลยเป็นแสงแห่งความหวังในช่วงเวลาที่มืดมิด
ตัวละครทุกตัวเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นในช่วงเวลาหลายปีนับตั้งแต่เอลซ่ากลายเป็นราชินีและโอลาฟก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น “เขาเต็มไปด้วยคำถาม” ลีกล่าว “เขาคิดคำนึงถึงเรื่องชีวิต ความตายและการมีอยู่ เหมือนกับที่เด็กคนไหนๆ ก็ทำกัน แต่เขาทำมันในแบบโอลาฟน่ะครับ”
ในตอนที่การผจญภัยสุดอลังการได้แทรกแซงเข้ามาและพวกเขาพบตัวเองอยู่ในป่าเวทมนตร์ โอลาฟก็ได้เผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่อาจอธิบายได้มากมาย ตามที่ปรากฏในเพลง “When I Am Older” แม้ว่าปริศนาและความจริงแสนอันตรายจะโลดแล่นมีชีวิตต่อหน้าต่อตาเขา ตุ๊กตาหิมะที่น่ารักตัวนี้ก็เชื่อว่าซักวันหนึ่ง ทุกอย่างจะมีเหตุผล จอห์น แกด พากย์เสียง โอลาฟ อีกครั้งหนึ่ง

สเฟน กวางเรนเดียร์ที่ได้รับความไว้ใจ ยังคงเป็นเพื่อนซี้ของคริสตอฟฟ์ แม้ว่าตอนนี้คริสตอฟฟ์จะรักกันหวานชื่นกับอันนา เขาก็ยังพบว่าตัวเองยังคงปฏิบัติต่อสเฟนเหมือนเป็นเพื่อนซี้และเพื่อนปรับทุกข์ของตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อความพยายามที่จะขออันนาแต่งงานของเขาพังไม่เป็นท่า
ราชินีอิดูนา แม่ของอันนาและเอลซ่า มเหสีของกษัตริย์แอ็กนาร์ รักลูกสาวของเธอและอยากจะปกป้องพวกเธอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม โดยเฉพาะจากความลับในอดีตของเธอ แต่เมื่อพลังและคำถามของหนูน้อยเอลซ่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เธอก็เริ่มสงสัยว่าบางทีอดีตของเธออาจซ่อนงำคำตอบสำหรับครอบครัวของเธอก็ได้ โชคร้ายที่มันไม่ใช่การเดินทางที่เธอสามารถไปแทนลูกสาวของเธอได้ แต่มันเป็นการเดินทางที่พวกเธอต้องไปด้วยตัวเองตอนที่พวกเธอโตขึ้น...และพร้อมจะเผชิญหน้ากับชะตากรรมของตัวเอง
อิดูนาสนิทกับลูกสาวของเธอมากๆ และเธอก็ได้สอนถึงบทเรียนที่สำคัญ แม้จะลึกลับ ให้กับพวกเธอผ่านทางบทเพลง “All Is Found” เพลงกล่อมเด็กหลอนๆ เกี่ยวกับแม่น้ำที่มีคำตอบของทุกอย่าง
อีวาน ราเชล วู้ด ได้รับเลือกให้รับบทราชินีอิดูนา “มีบางสิ่งเกี่ยวกับเสียงของอีวานที่เราถูกใจ” เดล เวโค่กล่าว “เสียงของเธอฟังดูเหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ข้างใต้นั้น บางสิ่งจากอดีตที่ถูกเก็บซ่อนไว้น่ะครับ”

หลายปีมาแล้วที่ผู้หมวดเดสทินแมททิแอสได้ปกป้องเอเรนเดล บ้านเกิดของเขาจากพวกนอร์ธัลดรา ศัตรูของพวกเขา แต่ในการนั้น มันทำให้เขาติดอยู่ในป่าเวทมนตร์มานานกว่า 30 ปีแล้ว เขาไม่เคยลืมหน้าที่ที่เขาสาบานเอาไว้ว่าจะปกป้องเอเรนเดล แต่การมาถึงของราชินีเอลซ่าและการได้รู้ว่าเธอมีพลังเวทมนตร์ก็เป็นหนึ่งในความท้าทายมากมายต่อความเชื่อที่มีมานานของเขา
ทีมผู้สร้างเลือกสเตอร์ลิง เค. บราวน์ ให้มาพากย์เสียง แมททิแอสใน “Frozen 2”เดล เวโค่กล่าวว่า “เราชื่นชมพรสวรรค์ของเขาเสมอและการได้สเตอร์ลิงมาทำงานกับเราเพื่อพัฒนาตัวละครตัวนี้ก็เป็นความฝันของเราเสมอ เรามีความสุขสุดๆ ไปเลยครับ”
น็อคค์ จิตวิญญาณสายน้ำที่ลึกลับ ได้ปรากฏตัวในรูปร่างของม้า ที่มีพลังของมหาสมุทร ผู้ดูแลฝูงมา น็อคค์เป็นนักรบผู้ดุดัน ผู้ปกป้องความลับของป่าแห่งนี้อย่างหวงแหน ในการจะผ่านด่านน็อคค์ไปได้ คนผู้นั้นจะต้องพิสูจน์ว่าตัวเองคู่ควรและได้รับความนับถือจากมัน ซึ่งเป็นงานที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย

การโอบกอดฤดูใบไม้ร่วงเรื่องราวใหม่เกิดขึ้นท่ามกลางฉากหลังฤดูใบไม้ร่วง
ในตอนที่ “Frozen” เปิดตัวในปี 2013 มันก็นำเสนอไอเดียเย็นๆ มากมายที่สอดคล้องไปกับภาพยนตร์ที่มีชื่อว่า “Frozen” ทั้งโทนเย็นๆ หิมะและน้ำแข็ง แม้ว่าเรื่องราวจะเกิดขึ้นระหว่างฤดูร้อนก็ตาม แต่ “Frozen 2” มีรากฐานอยู่บนความเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ผู้ออกแบบงานสร้างไมเคิล จิอาโม ก็เลยตอบรับไอเดียดังกล่าว “อันนากับเอลซ่าได้ออกเดินทางอย่างเฉพาะเจาะจงมากๆ ใน ‘Frozen 2’ แต่ทั้งคู่ก็ได้เติบโตและเป็นผู้ใหญ่ขึ้นในกระบวนการนั้นครับ” จิอาโมกล่าว “พวกเธอค่อยๆ ปอกเปลือกออกทีละน้อยๆ เผยให้เห็นถึงมิติที่ลึกซึ้งขึ้นในตัวละครพวกนี้ สำหรับผมแล้ว นั่นหมายถึงการกำจัดลำดับชั้นของหิมะออกไปและเจาะลึกลงไปในผืนดินน่ะครับ”

จิอาโมร่วมกับผู้กำกับคริส บัคและเจนนิเฟอร์ ลี, ผู้อำนวยการสร้างปีเตอร์ เดล เวโค่และผู้กำกับเรื่องราว มาร์ค สมิธ เดินทางไปยังนอร์เวย์, ฟินแลนด์และไอซ์แลนด์ เพื่อศึกษาภูมิประเทศ ผู้คนและวัฒนธรรม พวกเขาได้พูดกับนักประวัติศาสตร์ และเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับธรรมเนียและวัฒนธรรมท้องถิ่น และพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและนักพฤกษศาสตร์ด้วย เป็นเรื่องธรรมดาที่การเดินทางของพวกเขาจะถูกกำหนดเอาไว้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง แต่สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับจิอาโมมีมากกว่าแค่ใบไม้เปลี่ยนสี “ความสูงของต้นไม้พวกนี้น่ะเหลือเชื่อเลย และมันก็ใช้การได้อย่างงดงามมากๆ ในภาษาของ ‘Frozen’ ซึ่งเน้นไปที่ภาพแนวตั้ง” เขากล่าว “มันน่าทึ่งจริงๆ ครับ”

เดวิด โวเมอร์สลีย์ ผู้กำกับศิลป์ฝ่ายสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าด้วยความที่เอเรนเดลถูกออกแบบมาเพื่อสิ่งแวดล้อมแบบฤดูหนาวเป็นส่วนใหญ่ ทีมงานของเขาต้องทำให้แน่ใจว่ามันจะดูดีในฤดูใบไม้ร่วงด้วย “ในตอนที่ตึกต่างๆ ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ มันก็ก่อให้เกิดลุคกราฟิกที่เฉพาะเจาะจงด้วยสีสันเจ๋งๆ” เขากล่าว “ตึกบางหลังเคยถูกออกแบบให้ดูดีกับหิมะและน้ำแข็ง ไม่เพียงแต่เราต้องกำจัดหิมะออกจากตึกที่เราอยากจะใช้ใหม่ เราก็ต้องปรับให้มันดูดีกับแบ็คดร็อปใหม่ ที่ไม่เพียงแต่มีต้นไม้และใบไม้เท่านั้น แต่ยังมีของประดับตกแต่งที่บ่งบอกถึงฤดูใบไม้ร่วงด้วย”

จิอาโมกล่าวว่า สีสันใหม่ใน “Frozen 2” ตอบรับกับสีสันของฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งบ่อยครั้งเป็นสัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลง แต่สีสันตามปกติดูเหมือนจะค้านกับโลกของ ‘Frozen’ ทั้งใบ “สีสันของฤดูใบไม้ร่วงหมายถึงสิ่งแวดล้อมที่มีชีวิตชีวาอย่างเหลือเชื่อด้วยสีสันโดดเด่นจนตอนแรกผมกังวลว่ามันจะดึงความสนใจไปจากตัวละครของเรา หรือดูเหมือนสถานที่และช่วงเวลาใหม่” เขากล่าว “แต่เราก็สามารถสร้างฤดูใบไม้ร่วงเวอร์ชันของ ‘Frozen’ ที่ยังให้ความรู้สึกเย็นๆ ขึ้นมาได้ เราลดสีเหลืองลงและเลือกใช้สีส้ม ส้มแดงและแดงม่วงแทน มันทำให้โลกของเรามีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ครับ”

ภาพยนตร์เรื่องนี้ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นในป่าเวทมนตร์ โลเกชันที่เต็มไปด้วยใบไม้ แต่ก็แฝงไปด้วยกลิ่นไอเวทมนตร์ “มันเป็นสถานที่งดงามที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยกำแพงหมอกครับ” จิอาโมกล่าว “มีคนที่ติดอยู่ในนั้นหลายสิบปี เราสร้างความแตกต่างระหว่างฤดูใบไม้ร่วงภายในป่าเวทมนตร์และข้างนอก โดยที่ในป่าเวทมนตร์จะไม่มีท้องฟ้าสีฟ้า และด้วยความที่มันมีกำแพงหมอก มันก็เลยมีชั้นของบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความลึกลับครับ”





Comments