จากนวนิยายชื่อดังสุดคลาสสิคสู่ภาพยนตร์สุดอบอุ่นหัวใจ "The Call of the Wild เสียงเพรียกจากพงไพร" 27 ก.พ. ในโรงภาพยนตร์ - Mixmaya.Com
  • Home
  • entertainment
  • จากนวนิยายชื่อดังสุดคลาสสิคสู่ภาพยนตร์สุดอบอุ่นหัวใจ "The Call of the Wild เสียงเพรียกจากพงไพร" 27 ก.พ. ในโรงภาพยนตร์
จากนวนิยายชื่อดังสุดคลาสสิคสู่ภาพยนตร์สุดอบอุ่นหัวใจ "The Call of the Wild เสียงเพรียกจากพงไพร" 27 ก.พ. ในโรงภาพยนตร์

จากนวนิยายชื่อดังสุดคลาสสิคสู่ภาพยนตร์สุดอบอุ่นหัวใจ "The Call of the Wild เสียงเพรียกจากพงไพร" 27 ก.พ. ในโรงภาพยนตร์

THE CALL OF THE WILD ที่สร้างจากการผจญภัยในตำนานจากปลายปากกาของแจ็ค ลอนดอน เป็นประสบการณ์ภาพยนตร์ที่ชีวิตหนึ่งเราจะเจอสักครั้งหนึ่ง ทเวนตี้ เซ็นจูรี สตูดิโอ ได้เนรมิตเรื่องราวของ บั๊ค สุนัขใจดี ผู้ซึ่งชีวิตแสนสุขในเมืองของเขามีอันต้องพลิกผัน เมื่อจู่ๆ เขาก็ต้องอำลาจากบ้านในแคลิฟอร์เนียของเขาไปสู่ผืนป่าที่งดงามในยูคอน ประเทศแคนาดา ระหว่างยุคตื่นทองในทศวรรษที่ 1890s ในฐานะน้องใหม่ของทีมสุนัขลากเลื่อนเพื่อส่งไปรษณีย์ ก่อนจะกลายเป็นผู้นำทีมในภายหลัง บั๊คได้เข้าร่วมการเดินทางสุดพิเศษที่ทำให้เขาเติบโตขึ้นและท้ายที่สุดแล้ว ก็ทำให้เขาได้ค้นพบที่ทางที่แท้จริงของเขาในโลกใบนี้และกลายเป็นนายของตัวเอง

THE CALL OF THE WILD ที่ใช้วิชวล เอฟเฟ็กต์และเทคโนโลยีแอนิเมชั่นทันสมัยในการสร้างบรรดาสัตว์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ให้เป็นตัวละครที่มีความสมจริงและถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้อย่างตรงไปตรงมา เป็นลูกผสมระหว่างการถ่ายทำแบบไลฟ์แอ็กชั่นและแอนิเมชั่น แฮร์ริสัน ฟอร์ด หนึ่งในพระเอกที่โด่งดังและได้รับความนิยมสูงสุดตลอดกาล เป็นผู้นำทีมนักแสดงที่รวมถึง โอมาร์ ซาย (The Intouchables), แดน สตีเวนส์ (Downton Abbey), คาเรน กิลลัน (Guardians of the Galaxy) และ แบรดลีย์ วิทฟอร์ด (Get Out) คริส แซนเดอร์ส (How to Train Your Dragon) เป็นผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้จากบทภาพยนตร์โดย ไมเคิล กรีน (Murder on the Orient Express) อำนวยการสร้างโดย เออร์วิน สตอฟฟ์, พี.จี.เอ. (Unbroken) และ เจมส์ แมนโกลด์, พี.จี.เอ. (Ford v Ferrari) โดยมี ไดอาน่า โพคอร์นี (Downsizing) และ ไรอัน สตาฟฟอร์ด (War for the Planet of the Apes) รับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหาร

ทีมงานเบื้องหลังรวมถึงผู้กำกับภาพเจ้าของสองรางวัลอคาเดมี อวอร์ด จานัส คามินสกี้ (Schindler’s List, Saving Private Ryan), ผู้ออกแบบงานสร้าง สเตฟาน เดอแชนท์ (Welcome to Marwen), มือลำดับภาพ วิลเลียม ฮอย, เอ.ซี.อี. (War for the Planet of the Apes) และ เดวิด ไฮน์ซ (American Folk), นักประพันธ์ จอห์น พาวเวลล์ (How to Train Your Dragon) และผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย (Suicide Squad)

ก่อนหน้าการตีพิมพ์ในรูปแบบนิยายขนาดสั้นในปี 1903 การผจญภัยของ แจ็ค ลอนดอน ตำนานเกี่ยวกับสุนัขที่ชื่อ บั๊ค ถูกพิมพ์เป็นรายตอนในนิตยสาร “The Saturday Evening Post” หนังสือเรื่องนี้ ที่ได้รับการแปลใน 47 ภาษา ได้รับการตีพิมพ์อยู่เรื่อยๆ นับตั้งแต่นั้นมา นับเป็นตัวอย่างของวรรณคดีอเมริกันคลาสสิกอมตะโดยแท้

สำหรับมือเขียนบท ไมเคิล กรีน “มันมีเหตุผลที่ทำให้ The Call of the Wild กลายเป็นส่วนหนึ่งของวรรณคดีอเมริกันที่ยิ่งใหญ่มันเข้าถึงผู้คนมากมายในระดับต่างๆ กัน มันเป็นเรื่องราวการเดินทางผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ตามแบบฉบับของโรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน และเล่าให้ผู้คนฟังเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ ในอเมริกาเหนือที่พวกเขาเคยได้ยิน แต่เคยแต่เห็นภาพเท่านั้น เคยมีกระแสในอเมริกาเกี่ยวกับการตื่นทองที่คลอนไดค์ หนังสือพิมพ์ตีพิมพ์เรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ไม่รู้จักจบจักสิ้น แต่ผู้คนไม่ได้ตระหนักด้วยซ้ำไปว่า ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นบนหลังของเจ้าสี่ขา”

“นี่เป็นเรื่องราวของสุนัขวัยรุ่นที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ มันจะมีช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตของสุนัขทุกตัวที่พวกเขาจะต้องปกป้องตัวเอง ปกป้องฝูง ปกป้องเจ้าของ มันมีสัญชาตญาณแบบหมาป่าภายในตัวพวกเขา ที่บางตัวสามารถเข้าถึงได้อย่างมาก แต่ก็ถูกผลักดันไปยังทิศทางที่ถูกต้อง แล้วคุณก็จะเจอสุนัขอย่างบั๊คที่จะต้องผ่านประสบการณ์ที่เลวร้ายและยากลำบากเพื่อที่จะค้นพบสัญชาตญาณนั้นภายในตัวเองน่ะครับ”

พ่อของผู้อำนวยการสร้าง เออร์วิน สตอฟฟ์ ได้แนะนำให้เขารู้จักกับ The Call of the Wild เป็นครั้งแรก ด้วยการอ่านนิยายเรื่องนี้ให้เขาฟังสมัยเขาเป็นเด็กเล็กๆ ในโรมาเนีย เร่งเวลามาหลายทศวรรษและข้ามระยะทางหลายพันไมล์ไปสู่ลอสแองเจลิส “ในสุดสัปดาห์หนึ่ง ผมคุยโทรศัพท์กับไมเคิล กรีนถึงเรื่องที่ว่าเขาอยากจะเขียนบทหนังเรื่องไหนต่อไป เขาบอกว่าเขาอยากจะเขียนอะไรที่อลังการมากๆ ที่มีองค์ประกอบทางวิชวลมากมายและไม่ต้องอาศัยไดอะล็อคที่ ‘คมกริบ’ เขาส่งนิยายภาพเกี่ยวกับหมาป่ามาให้ผมและผมก็บอกว่า ถ้าเราจะไปอยู่ในโลกแบบนั้น เราน่าจะลองนึกถึง The Call of the Wild กันนะ”

“ผมคิดว่าเหตุผลที่เรื่องราวนี้อยู่มาได้นานกว่า 100 ปีคือมันมีองค์ประกอบบางอย่างที่มีความเป็นสากล เหมือนกับวรรณคดีเยี่ยมๆ ทุกเรื่อง” สตอฟฟ์อธิบาย “มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสูญเสีย การฟื้นตัวจากความสูญเสีย บ้านและการถูกพรากจากบ้าน และที่อาจจะสำคัญที่สุดคือการค้นหาตัวคุณที่ดีกว่าเดิมและแข็งแกร่งกว่าเดิมครับ”

“เมื่อพูดถึงเรื่องของอารมณ์และธีมแล้ว มันเป็นแนวคิดที่ว่าสิ่งมีชีวิตที่ไร้เดียงสาที่สุด ที่ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองสั่นไหวไปกับเรื่องในแง่ลบ เป็นผู้ที่ดึงส่วนที่ดีที่สุดในตัวเราทุกคนออกมา และการที่สิ่งนั้นพัฒนาชีวิตของทุกคนให้ดียิ่งขึ้น ทุกคนที่ได้พบเจอกับบั๊คมีชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งผมคิดว่านั่นเป็นตัวกระตุ้นทางอารมณ์ที่ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อเลยล่ะครับ”

คริส แซนเดอร์ส ผู้เปิดตัวผลงานไลฟ์แอ็กชั่นเรื่องแรกกล่าวว่า “THE CALL OF THE WILDเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวละครที่พบเจอกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน สิ่งที่คุณและผมอาจจะมองว่าก็เป็นเรื่องที่ชีวิตต้องพบเจอ ความท้าทายที่ไม่คาดฝันอาจจะทำให้คุณพ่ายแพ้หรือทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้นก็ได้ และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับบั๊ค แทนที่เขาจะยอมจำนนกับเหตุพลิกผันต่างๆ นี้ บั๊คกลับเดินหน้าไปเรื่อยๆ และท้ายที่สุดแล้ว เขาก็พบที่ของตัวเอง บั๊คไม่ได้แค่มีชีวิตรอดเท่านั้น แต่เขามีชัยชนะ และเขาก็ทำได้โดยที่คงความอ่อนโยนของตัวเองเอาไว้ได้ มันใกล้เคียงกับสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องพบเจอในชีวิตเหลือเกิน เพราะเรามักจะไปเจอกับเรื่องราวที่คาดไม่ถึงและไม่แน่นอนแบบนั้นเสมอๆ ครับ”

“แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องราวคลาสสิกสมัยเด็ก” แซนเดอร์ส “แต่มันก็ไม่ใช่เทพนิยาย มันเป็นเรื่องราวสมจริงของความอดทนและการเอาชีวิตรอด ที่ไม่ว่าคุณจะอายุน้อยหรือมาก ผมคิดว่าคุณก็คงต้องเคยเจอกับอะไรแบบนี้มาบ้าง คุณจะรู้สึกได้ว่าเรื่องราวนี้มีความจริงในแบบที่คุณเองก็เคยเจอซ่อนอยู่ครับ และผมก็คิดว่านั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เรื่องราวนี้เป็นอมตะ มันเป็นเรื่องราวของตัวละครที่ค้นพบความเข็มแข็งที่เจ้าตัวไม่รู้ว่าตัวเองมีน่ะครับ”

เตรียมพร้อมพบกับผจญภัยอันสุดแสนจะซาบซึ้งระหว่างชายแก่และสุนัขเลือดนักสู้ สองเพื่อนซี้ต่างสายพันธุ์ กับการมุ่งหน้าไปยังดินแดนอันแสนห่างไกลจากแผนที่ที่พวกเขารู้จัก The Call of The Wild เสียงเพรียกจากพงไพร : 27 กุมภาพันธ์ ในโรงภาพยนตร์

Comments

entertainment

VDO Update

Merigin

Related Post