นอกเหนือจากองค์ความรู้และหลักการปฏิบัติที่ถูกต้อง ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้การทำโคก หนอง นา ประสบความสำเร็จได้แล้ว “กำลังใจ” ก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญเช่นเดียวกัน ซึ่งงานนี้ก็ถูกจัดขึ้นบนพื้นที่ของวัลลภาฟฟาร์ม ซึ่งผู้เป็นเจ้าของนั้นได้นำเอาโคก หนอง นา โมเดล มาปรับใช้กับพื้นที่ที่เคยเป็นฟาร์มเลี้ยงม้า ให้กลายเป็นที่พักแนวฟาร์มสเตย์และแหล่งการเรียนรู้การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยการจัดงานครั้งนี้ก็เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์จากผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำโคก หนอง นา จาก 7 จังหวัดลุ่มน้ำป่าสัก และรับฟังปาฐกถาโดย “อาจารย์ยักษ์” ดร. วิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสมาคมดินโลกและที่ปรึกษามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงมอบกำลังใจให้ผู้ที่กำลังเผชิญหน้ากับอุปสรรคต่างๆ มีพลังขับเคลื่อนและสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างราบรื่นแล้ว ยังมีส่วนช่วยโน้มน้าวให้ผู้ที่สนใจในแนวคิดนี้เข้ามาลงมือทำอย่างเต็มตัว พร้อมกับเข้าร่วมเครือข่ายมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ อันถือเป็นศูนย์รวมคนทำเกษตรตามแนวทางศาสตร์พระราชา ที่ทำให้ทุกคนได้รู้จักและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ตลอดจนถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน และเมื่อเครือข่ายฯ มีการเติบโตขยายตัวอย่างมั่นคง ก็จะนำมาซึ่งความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า การเจริญรอยตามศาสตร์พระราชานั้นจะทำให้ทุกคนสามารถเลี้ยงดูตนเองและดำเนินชีวิตที่ยั่งยืนได้อย่างแน่นอน
ธีระ วงษ์เจริญ ประธานเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า “การทำโคก หนอง นา คือการจัดแบ่งสัดส่วนพื้นที่สำหรับทำเกษตรกรรมให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตัวเอง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากพื้นที่ที่มีอยู่ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีเกษตรกรหลายคนที่ประสบความสำเร็จในการนำความรู้ไปลงมือปฏิบัติจริงมาแล้ว ทำให้พวกเขาสามารถดำเนินชีวิตแบบพึ่งพาตนเองได้ รวมถึงสามารถป้องกันปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งบนพื้นที่ของตัวเองได้จริงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จตรงนี้ก็ยังไม่เป็นที่ปรากฏเด่นชัดในวงกว้าง จึงไม่ได้รับการยอมรับในหมู่เกษตรกรชาวไทยเท่าที่ควร จึงทำให้ มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง และ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ร่วมมือกันจัดงานรวมพลฅนสร้างโคก หนอง นา ตอนมีป่า มีน้ำ มีกิน ครั้งที่ 1 เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่สนใจอยากทำเกษตรสามารถเข้าถึงข้อมูลและหลักการปฏิบัติที่ถูกต้องได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น รวมถึงเกิดการเข้าร่วมเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ที่นำมาซึ่งการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ที่หลากหลาย อันมีส่วนให้เครือข่ายฯ มีการเติบโตไปพร้อมกับความสำเร็จของโคก หนอง นา โมเดล ซึ่งจะทำให้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดเป็นการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนของเกษตรกรชาวไทยในที่สุด”
ด้าน มุทิตา ค้าขาย เจ้าของวัลลภาฟาร์ม ได้กล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้การทำโคก หนอง นา ประสบความสำเร็จไว้ว่า “เครือข่ายของมูลนิธิกสิกรรธรรมชาติถือว่าเป็นปัจจัยหลักที่ส่งให้การทำโคก หนอง นา ประสบความสำเร็จอย่างสูงในทุกพื้นที่ เพราะทุกคนจะเข้ามาช่วยเหลือกัน ร่วมลงมือลงแรงหรือที่เราเรียกว่าเอามื้อสามัคคี ทำให้เราได้รู้จักผู้คนใหม่ๆ จากแทบทุกพื้นที่ของประเทศไทย เกิดการแบ่งปันทั้งผลิตผลและแนวคิดใหม่ๆ ที่หาจากไหนไม่ได้นอกจากที่นี่ และที่สำคัญก็คือ ความเชื่อมั่นในการทำโคก หนอง นา ให้สำเร็จในพื้นที่ของตัวเอง ทุกพื้นที่ย่อมมีปัญหารอให้เราแก้ไขอย่างแน่นอน จึงอยากให้ทุกคนลองเข้ามาศึกษาและรับการอบรมจากทางมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติก่อน เพราะนอกจากจะได้รับความรู้ที่ถูกต้องแล้ว ยังได้เพื่อนใหม่ๆ ที่จะคอยช่วยเหลือเกื้อกูล มีผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำวิธีการแก้ปัญหา เกิดเป็นกำลังใจที่ทำให้เราไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ และพร้อมที่จะฟันฝ่าไปด้วยกันจนกว่าจะสัมฤทธิ์ผลด้วยค่ะ”
.jpg)



Comments