เปิดตัวมาเพียงสองตอนก็ขึ้นเทรนฮิตทวิตเตอร์ #ItsOkaytoNotBeOkay ตั้งเเต่ตอนเเรกสำหรับซีรีย์เกาหลี It's okay to not be okay ที่วันนี้ (23 มิ.ย. 2563) ขึ้นเเท่นอันดับ 1 ในเว็บไซต์ Netflix
ภาพประกอบ:It's Okay to Not Be Okay
เรื่องย่อเป็นยังไงไหนเล่าซิ
- It's Okay to Not Be Okay ถ่ายทอดเรื่องราวของความโรแมนติกที่ไม่ธรรมดาระหว่างคนสองคน มุนคังแท (คิมซูฮยอน) ทำงานที่แผนกผู้ป่วยจิตเวช โดยหน้าที่ของเขาคือการจดบันทึกสภาพของผู้ป่วย เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น เมื่อผู้ป่วยอาละวาดหรือหลบหนี เขาได้เงินเดือนแค่ 1.8 ล้านวอน (46,092.26 บาท) เท่านั้น คังแทเป็นผู้ชายที่มีพร้อมทั้งหน้าตาความสามารถ เเละจิตใจ เเต่โชคชะตากลับเล่นตลกให้ชีวิตของเขาต้องทุ่มเทให้กับการดูแลเอาใจใส่พี่ชาย มุนซังแท (โอจองเซ) ที่อายุห่างกัน 8 ปี และป่วยเป็นออทิสติก แต่แล้วโชคชะตาก็นำพา มุนคังแท มาพบกับหญิงสาวแสนพิเศษ โกมุนยอง (ซอเยจี) นักเขียนวรรณกรรมเยาวชนชื่อดัง ที่มีนิสัยเห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ตัวเองแบบขั้นสุด ทั้งยังเย่อหยิ่งและหยาบคาย เเต่ต่างคนต่างรู้สึกถึงความเจ็บปวดลึก ๆ ในเเววตาของแต่ละฝ่ายจึงเกิดเรื่องราวทั้งหมดนี้ขึ้นให้เราได้ติดตาม

ภาพประกอบ:It's Okay to Not Be Okay
ความน่าสนใจของซีรีย์
- เเม้เราจะเห็นหนังหรือซีรีย์ที่นำเรื่องราวของโรคทางจิตมาเป็นธีมของเรื่องบ่อยครั้ง เเต่ครั้งนี้มันถูกนำมาทำให้เป็นเรื่องราวกุ๊กกิ๊กน่ารักสไตล์เกาหลีพร้อมให้ความรู้เบื้องต้นของอาการจิตเวชไปด้วย หลังจากดูตอนเเรกต้องยอมรับเลยว่า "เสียง" เเละ "หน้าตา" ของ"โกมุนยอง" นางเอกของเรานั้นมีเสน่ห์เป็นอย่างมาก บทเปิดตัวเเม้จะออกเเนวร้าย ๆ เเต่ก็เเย้มให้เรารู้ว่าเธอนั้นไม่ได้อยากจะร้ายตั้งเเต่เกิด ซีรีย์เปิดตัวมาด้วยการ์ตูนเล่าเรื่องราวของเด็กสองคนที่พบกัน เพียงตอนเเรกก็ทำให้เราอยากติดตามเรื่องราวในอดีตของทั้งสองคนต่อ "มุนคังเเท" ถูกออกแบบมาให้เป็นผู้ชายอบอุ่น คนดีในอุดมคติ ที่ต้องแบกเเละแก้ปัญหาทุกอย่างบนโลกนี้ เขาจึงเป็นตัวละครที่มีเเววตาเศร้าตลอดเวลา เเม้จะยิ้มก็ยังดูออกว่ามันไม่จริง เราจะได้เห็นมุมของผู้ป่วยมีอาการทางจิตเองเเละคนปกติที่ดูเเลซึ่งเราขอบอกไว้ ณ ตรงนี้เลยว่า "ไม่ใช่เรื่องง่าย"
วีดีโอประกอบ:It's Okay to Not Be Okay
ความจริงของการดูเเลผู้ป่วยจิตเวช
- สำหรับประเทศไทยการป่วยจิตเวชยังดูเป็นอะไรที่ไกลตัวเเละเข้าใจยาก เราอาจจะคุ้นชินกับ "โรคซึมเศร้า" เเต่ความจริงเเล้วนั้นอาการทางจิตมีหลากหลายกว่านั้นมาก เเละการพบจิตเเพทย์ไม่ใช่เรื่องที่น่าอับอายเเต่อย่างใด เรามาทำความเข้าใจกันเสียก่อน
1. ผู้ป่วยส่วนมากมักไม่รู้ตัวเองว่าตนเองป่วย
- ผู้ป่วยทางจิตมักไม่ทราบว่าตนเองป่วย บางครั้งอาการโรคต่าง ๆ นั้นจำเป็นจะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัย เเต่คนรอบข้างจะสามารถสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เช่น กิน นอน ไม่เป้นเวลา ฉุนเฉียวง่าย เก็บตัว เริ่มต่อต้านสังคม เริ่มมีอาการประสาทหลอนหูเเว่ว หวาดระเเวง กลัวคนมาทำร้ายอย่างไม่มีเหตุผล มีความเชื่อว่าตัวเองเป็นร่างทรงหรือเทพกลับชาติมาเกิด กัดเล็บ ดึงผมตนเอง ทำร้ายร่างกายตนเอง เป็นต้น การป่วยเหล่านี้มักเกิดจากภาวะผิดปกติของสารเคมีในสมองหรือพบเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของความไม่สู้ชีวิต อ่อนแอพ่ายเเพ้ต่อโลกอย่างที่คนอื่นเข้าใจ
2. ยากที่สุดคือการให้ผู้ป่วยยอมรับการรักษา
- เมือ่เราสัมผัสถึงความผิดปกติของคนใกล้ตัวที่มีเเนวโน้มจะป่วยทางจิต การพาไปผู้ไปโรงพยาบาลจิตเวชนั้นยากที่สุด ประเทศไทยมีค่านิยมในการไปพบจิตเเพทย์ในทิศทางที่ลบ ทำให้ผู้ป่วยต่อต้าน บางรายอาจต้องมัดมือมัดเท้าเเล้วนำส่งโรงพยาบาล การรักษาทางจิตนั้นกินระยะเวลานานเป็นปี หรืออาจจะตลอดชีวิต หลายครั้งที่เราพบว่าผู้ป่วยเองไม่ให้ความร่วมมือในโปรแกรมการรักษา อาจหยุดยาเองเป็นต้น ทำให้การรักษาครั้งต่อ ๆ ไปนั้นยากขึ้นเรื่อย ๆ
3. ภาวะ Caregiver burnout ของผู้ดูเเลผู้ป่วย
- ความเหนื่อยล้าสะสมจากการดูเเลผู้ป่วย เมื่อผู้ดูเเลเริ่มดูเเลไม่ไหว ดูเเลเเต่ผู้ป่วย จนลืมดูเเลชีวิตตัวเอง ผู้ดูเเลจะเริ่มรู้สึกเหมือนกำลังรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างอยู่เพียงคนเดียว พฤติกรรมในชีวิตประจำวันเปลี่ยน หงุดหงิดง่าย เเละเริ่มรู้สึกอยากหนีอยากทิ้งภาระการดูเเลผู้ป่วยลง เเต่ด้วยสภาพเเวดล้อมสังคมไทยเป็นสังคมที่เกรงใจสูงค่านิยมเรื่องความกตัญญูนั้นทำให้ผู้ดูเเลจะต้องแบกรับความรู้สึกผิดบาปที่ตนเองไม่อดทนเอาเสียเลย เเละนั่นแหล่ะคือสัญญาณของระเบิดเวลาที่รอวันระเบิดทุกอย่างลง วันที่ผู้ดูเเลจะกลายมาเป็นผู้ป่วยเสียเอง "มุนคังแท" พระเอกของเราคือตัวเเทน ภาวะ Caregiver burnout คนที่ใคร ๆ ก็คาดหวังอยากให้รับผิดชอบเเละดูเเลทุกอย่างทั้งที่เขาเหนื่อยจนเเทบทนไม่ไหวเเล้ว
4. อย่าสร้างความแปลกเเยกด้วยการให้อภิสิทธิ์คนป่วย
- เมื่อใครสักคนป่วยเราอาจต้องดูเเลเขาเป็นพิเศษก็จริงเเต่การให้อภิสิทธิ์คนป่วย เช่น พนักงาน A เป็นซึมเศร้า ไม่สามารถทำงานได้ในช่วงพักรักษาตัว ทำให้เจ้านายยกงานให้พนักงาน B ที่ไม่มีอาการป่วยทำงานเเทนพนักงาน A เมื่อพนักงาน B ไม่ไหวเนื่องจากงานเยอะมากเกินไปขอไม่ทำก็โดนต่อว่าด้วย "ไม่เห็นใจคนป่วย" อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะสร้างความร้าวฉานในความสัมพันธ์ของพนักงาน A และ B อย่าลืมว่าผู้ป่วยต้องกลับมาอยู่กับสังคมต่อไป การปรับรูปแบบการเข้าสังคม การทำงาน การเรียน สิ่งเเวดล้อมบางอย่างเพื่อให้ผู้ป่วยได้ใช้ชีวิตร่วมคนปกติได้นั้นจึงเป็นเเนวทางที่เหมาะสมกว่า ตีตราว่าเป็นคนป่วยเเละสร้างความแปลกเเยกด้วยอภิสิทธิ์มากจนเกินพอดี พึงระลึกไว้เสมอว่าผู้ป่วยนั้นต้องการความเข้าใจเเละใช้ชีวิตอย่างคนปกติ
ติดตามซีรีย์ It's Okay to Not Be Okay ได้เเล้ววันนี้ที่ Netflix



Comments