
“ตอนที่ฉันยังใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐฯ ฉันได้อ่านบทความที่เล่าเรื่องอันน่าเหลือเชื่อของ อิริก้า ลาบรี เธอเป็นนักกีฬายิงธนูซึ่งเคยคว้าเหรียญทองการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และแต่งงานกับหอไอเฟลในปี 2004 และกลายเป็น อิริก้า ไอเฟล เธอเคยบอกว่าตัวเองต้องทุกข์ทรมานกับการเป็น “Objectum Sexual” มันดึงดูดให้ฉันสนใจในฐานะเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่มันก็ผลักดันให้ฉันคิดต่อยอดไปกว่านั้น เธอกลายเป็นคนแบบที่เธอเป็นได้ยังไง? อะไรที่ทำให้เธอหลงใหลในสิ่งไม่มีชีวิต? ชีวิตรักของเธอเป็นยังไงบ้าง? ตอนไหนที่เธอรู้ตัวว่าตกหลมรักหอเฟล? ดังนั้นฉันเลยติดต่อเธอไป ก่อนจะพบว่าเธอเป็นคนธรรมดาๆ ที่มีเหตุผลที่สุดเท่าที่ฉันเคยพบมา ความขัดแย้งกันตรงนี้แหละที่น่าหลงใหล”
“ด้วยเหตุผลแวดล้อมต่างๆ มันมักทำให้เราพอใจสิ่งต่าง ๆ ภายในขอบเขตการรับรู้ของเราที่มีอยู่อย่างจำกัด การเป็นคนเบลเยี่ยม ทำให้ฉันเติบโตมากับการได้รับอิทธิพลจากศิลปินสายเซอร์เรียลมากมาย เช่น เรอเน มากริต หรือ พอล นูเจ ซึ่เป็นศิลปินที่เก่งกาจในการบิดเบือนความเป็นจริงและวัตถุต่าง ๆ ผ่านงานวิชวลที่รุนแรง และนั่นช่วยให้สิ่งไร้สำนึกเหล่านั้นได้แสดงความรู้สึกออกมา พวกเขาให้ความหมายใหม่ๆ ของสิ่งของในชีวิตประจำวัน พร้อม ๆ กับปฏิวัติการรับรู้ของเราเกี่ยวกับศิลปะดั้งเดิมและอคติในชีวิตประจำวัน แนวคิดของการตกหลุมรักกับสิ่งไม่มีชีวิตที่เป็นแลนดมาร์ค แน่นอนว่ามันยากที่จะเข้าใจในตอนแรก แต่นี่แหละคือเหตุผลที่ฉันเลือกที่จะแสวงหาความสนใจในเรื่องราวความสัมพันธ์สุดอัศรรย์นี้และพัฒนามันเป็นเรื่องราวแบบ coming of age”
“ฉันอยากจะให้หนังเต็มไปด้วยเรื่องราวผจญภัยที่ดึงดูดใจและวางอยู่บนพื้นฐานของงานวิชวลที่เต็มไปด้วยสีสันสดใส ฉันอยากตั้งคำถามว่าอะไรถึงจะนิยามได้ว่าปกติ เมื่อเทียบกับสิ่งที่เลวร้ายในช่วงที่ฉันถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับตัวตนและที่ทางของตัวเองในโลกใบนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อฉันต้องทำเรื่องราวแนวโรแมนติกออกมา ฉันรู้ว่าต้องใช้พลังในการสร้างสรรค์เรื่องราวทั้งหมดเพื่อนำเสนอมันออกมา ฉันต้องมองหาวัตถุที่สมบูรณ์แบบที่สุด และมันจะต้องสื่อสารได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ทั้งผ่านทางเสียง, การเคลื่อนไหว, แสง หรือวิธีการอื่นใดที่มีให้สำหรับภาษาทางภาพยนตร์ และเมื่อฉันมองหาความอ่อนไหวทางสภาพแวดล้อม ฉันรู้สึกว่าสวนสนุกและสภาพแวดล้อมของมันมีความสำคัญซึ่งจำเป็นต่อการความเชื่อและการขับเคลื่อนการเดินทางของตัวละครในเรื่อง JUMBO เป็นหนังที่พยายามบอกเล่าเรื่องเสรีภาพในการเลือกเส้นทางของตัวเอง มันเป็นเรื่องราวความรักที่ทันสมัยและความเป็นไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดของมัน”
- โซอี้ วิทท็อค
บทสัมภาษณ์ผู้กำกับ โซอี้ วิทท็อคที่มาที่ไปของหนังเรื่อง JUMBO
โซอี้ วิทท็อก : ไอเดียของหนังมาเมื่อ 2-3 ปีก่อน ฉันอ่านหนังสือพิมพ์เพื่อมองหาเรื่องราวของผู้คนที่น่าสนใจ และก็ไปสะดุดกับบทความเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ตกหลุมรักและแต่งานกับหอไอเฟล ฉันคิดว่ามันน่าหลงใหลและน่าสนุกที่จะตั้งคำถามถึงเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวนั้น มันทำให้ฉันค้นคว้าเรื่องของเธอ เราคุยกันผ่านสไกป์ แลกเปลี่ยนเมลล์กัน เธอบอกว่ามีคนอีกมากมายทั่วโลกที่รู้สึกแบบเดียวกับเธอ ถ้าพูดในเชิงการแพทย์ เขาเรียกโรคนี้ว่า “0bjectum sexual” แต่พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลังป่วยหรือมีอะไรผิดปกติ ฉันคิดถึงแต่เรื่องนี้ และนั่นแหละเป็นจุดเริ่มต้นของจัมโบ้ เรื่องราวนี้ไม่เคยหนีฉันไปเลย หลังจากพูดคุยกับเธอ ฉันเข้าใจแล้วว่ามันมาถึงจุดนีได้อย่างไร อะไรทำให้เธออยู่ในจุดนั้น และฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องราวที่งดงามมาก และฉันก็ติดกับอยู่เรื่องนั้น)
ทำไมหนังถึงตั้งชื่อเรื่องว่า “จัมโบ้”
โซอี้ วิทท็อก บอกว่า “ฉันโตมาในแอฟริกา และบางสถานที่จะถูกเรียกว่า “Jambo Bwana!” ซึ่งหมายถึง “ยินดีต้อนรับ” และฉันเดาว่า พอฉันกำลังมองหาชื่อเล่นที่น่ารัก ๆ ซึ่งผู้หญิงอย่าง ฌานน์ และมันเป็นชื่อแรกที่เข้ามาในใจฉัน บางทีอาจจะเพราะตอนที่ฉันโตขึ้นมา ฉันเพิ่งได้ยินชื่อนี้มา มันออกจะน่ารัก ๆ และติดปาก และไม่มีความหมายเบื้องหลังอะไรหรอก”
สิ่งที่คุณต้องการสื่อสารในหนังคืออะไร
โซอี้ วิทท็อค : “เมื่อตอนฉันเริ่มเขียนบท จัมโบ้ ฉันสนใจเรื่องราวมากมายที่พูดถึงการก้าวข้ามผ่านวัยของผู้หญิงหลายๆคน การค้นพบความสุขทางเพศของตัวเอง และสิ่งที่เราเห็นในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นวิธีที่แปลกใหม่ในการค้นพบเรื่องเพศ แต่ในขณะเดียวกัน มันว่าด้วยเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่พยายามหาทางรอดในชีวิตของเธอเอง เพื่อยอมรับในสิ่งที่เธอเป็นในชีวิตตอนนั้น ฉันยังเป็นวัยรุ่นและฉันก็มองหาที่ทางของตัวเองบนโลกใบนี้ ฉันเดินทางข้ามโลกมาครึ่งค่อนโลก และฉันก็พยายามหาที่ของฉันและดูว่าฉันจะอยู่ตรงไหนได้บ้าง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงสนใจในเรื่องราวเหล่านี้ และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงใช้ธรรมชาติและสัญชาติญาณในการขับเคลื่อนหนัง และจากนั้นความคิดที่ว่าเรื่องราวความรักนี้จะมีชีวิตอยู่ได้เพียงเพราะจินตนาการของเด็กสาวคนนี้เป็นสิ่งที่ชักชวนฉันอย่างสมบูรณ์ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับฉัน แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็สามารถเอาทุกสิ่งทุกย่างที่พูดคุยกันมาขึ้นบนหน้าจอภาพยนตร์”
เล่าถึงการได้ร่วมงานกับ โนเอมี เมอร์แลงท์ หน่อย
โซอี้ วิทท็อก : “เธอมีอะไรที่พิเศษ การจ้องมองผ่านสายตาของเธอนั้นรุนแรงมาก เมื่อฉันมองไปที่เธอ เธอมีความลึก มีความมืดมิด และฉันเดาว่าฉันตกหลุมรักสิ่งนั้น ฉันอยากให้หนังมีสิ่งนั้นอยู่ด้วย เธอทรงพลังและเป็นตัวเรื่องที่เหมาะสมสำหรับตัวละครในหนังอย่างฌานน์ เธอเปราะบาง เพราะเธอปกปิดความไม่มั่นคงมากมายไว้อยู่ข้างใน”
“และตอนที่ฉันได้โนเอมีมาแสดง ฉันมองหานักแสดงหญิงมารับบทนี้เป็นเวลานานบ้าง เรามองหานักแสดงหญิงเป็นร้อยคนจากการแคสติ้ง แต่พอฉันเห็นเธอ มันชัดเจนเลยว่าบทนี้ต้องเธอเท่านั้น ไม่มีความสงสัยใด ๆ เลย โมเมนต์ที่เธอก้าวเข้ามาในห้องแคสติ้ง มันชัดเจนมาก”
คุณมีวิธีสร้างภาษารักระหว่างจัมโบ้และฌานน์ในหนังอย่างไร?
โซอี้ วิทท็อก : “มีสองทางให้ฉันเลือก แบบแรกคือการแสดงออกผ่านสภาพแวดล้อมดิบ ๆ อย่างการให้ฌานน์จูบกับเครื่องเล่น แต่มันก็จะขาดความเหนือจริง ฉันไม่ต้องการทำแบบนั้นตลอดทั้งเรื่อง มันจะดูอึดอัดสำหรับผู้ชม”
“ฉันอยากให้ผู้ชมรับรู้ได้ถึงความรู้สึกตอนที่ จัมโบ้ และ ฌานน์ ร่วมรักกัน ดังนั้นฉันจึงเลือกทางที่สองด้วยการเนรมิตให้ดูเหนือจริงและงดงามราวกับบทกวี ฉันมาจากเบลเยี่ยม เราทุกคนล้วนได้รับอิทธิพลมาจากการขับเคลื่อนศิลปะแบบเหนือจริง”
ผู้กำกับอธิบายถึงธีมหลักของหนัง
โซอี้ วิทท็อก : “ฉันมอง JUMBO เป็นเรื่องราว coming of age ฌานน์ต้องดิ้นรนเพียงเพือจะบอกกับแม่ของเธอว่าเธอกำลังตกหลุมรัก และการตกหลุมรักเครื่องเล่นที่ชื่อ Jumbo นั่นคือสิ่งที่เธอเป็น หนังเรื่องนี้พูดถึงตัวตนหรือความหลากหลายทางรสนิยมทางเพศ ไม่ว่าใครก็ตามก็สามารถต่อติดกับประเด็นนี้ของหนังได้ ความหลากหลายในตัวตนของนุษย์เราทุกคนคือธีมที่ฉันอยากทำการสำรวจ ฉันหวังว่าคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้อย่างน้อยที่สุดก็ได้เปิดใจขึ้นเกี่ยวกับโรค Objectum Sexual คุณไม่ต้องยอมรับมันก็ได้ แต่อย่างน้อยวามเข้าใจของคุณต่อเรื่องนี้จะเพิ่มขึ้นอีกนิด”
บทสัมภาษณ์ โนเอมี เมอร์แลงท์
โนเอมี เมอร์แลงท์ บอกว่า บทของเธอใน JUMBO ท้าทายมากๆ เพราะเธอรู้เรื่องเกี่ยวกับ Objectum Sexuality น้อย และต้องทำการรีเสิร์ชอย่างหนักเพื่อรับบทนี เช่น ดูหนังสารคดีปี 2018 เรื่อง Married to the Eiffel Tower ของ Agnieszka Piotrowska
“ความท้าทายอย่างแรกคือ การค้นหาความจริงใจ” เมอร์แลงท์เล่า “มันเป็นความท้าทายเสมอในการริเริ่มสร้างความสัมพันธ์ และฉันก็พบว่ามันอาจง่ายกว่ากับการสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งไม่มีชีวิต เพราะตัวละครของฉันฉายภาพตัวเองลงบนคู่รักของเธอที่ไม่สามารถพูดได้ เธอตกหลุมรักสิ่งของที่มีอยู่จริง จับต้องได้ มีสี และเป็นธรรมชาติ มันเป็นความสัมพันธ์ที่วิเศษและสงบสุขมากๆ”
ตัวอย่างภาพยนตร์



Comments