พิธีทำน้ำอภิเษกและน้ำสรงพระมุรธาภิเษก

ขั้นนตอนการเตรียมพิธีจะต้องมีการตักน้ำจากแหล่งสำคัญ ๆ เพื่อนำมาเป็นน้ำสรงพระมุรธาภิเษก และเพื่อทำน้ำอภิเษกก่อนที่จะนำไปประกอบในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามตำราโบราณของพราหมณ์น้ำอภิเษกจะต้องเป็นน้ำจาก “ปัญจมหานที” คือ แม่น้ำใหญ่ทั้ง ๕ สายในชมพูทวีป หรือในประเทศอินเดีย ได้แก่ แม่น้ำคงคา แม่น้ำมหิ แม่น้ำยมนา แม่น้ำอจิรวดี และแม่น้ำสรภู ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเชื่อว่าแม่น้ำทั้ง ๕ สายนี้ ไหลมาจากเขาไกรลาส ซึ่งเป็นที่สถิตของพระอิศวรจึงถือว่า เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์นำมาใช้ในการพระราชพิธีต่างๆ เช่น น้ำสรงพระมุรธาภิเษก น้ำอภิเษก และน้ำพระพุทธมนต์ในสมัยสุโขทัย - แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำป่าสัก พระราชพิธีบรมราชาภิเษก 29 อยุธยาไม่ปรากฏหลักฐานว่า มีการนำน้ำปัญจมหานทีมาใช้ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แต่ปรากฏหลักฐานว่า น้ำสรงพระมุรธาภิเษกในสมัยอยุธยาใช้น้ำจากสระเกษสระแก้วสระคงคาสระยมนาแขวงเมืองสุพรรณบุรีนอกจากนี้ในสมัยรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ ๑ - รัชกาลที่ ๔ ยังใช้น้ำในแม่น้ำสำคัญของประเทศเพิ่มเติมอีก ๕ สาย เรียกว่า“เบญจสุทธคงคา” โดยอนุโลมตามปัญจมหานทีในชมพูทวีป คือ แม่น้ำบางปะกง ตักที่บึงพระอาจารย์แขวงเมืองนครนายก แม่น้ำป่าสัก ตักที่ตำบลท่าราบ แขวงเมืองสระบุรี แม่น้ำเจ้าพระยา ตักที่ตำบลบางแก้ว แขวงเมืองอ่างทอง แม่น้ำราชบุรี ตักที่ตำบลดาวดึงส์ แขวงเมืองสมุทรสงคราม และแม่น้ำเพชรบุรีตักที่ตำบลท่าไชย แขวงเมืองเพชรบุรีเมื่อตักแล้วจะตั้งพิธีเสก ณ เจดียสถานสำคัญแห่งแขวงนั้นๆ แล้วจึงจัดส่งเข้ามาทำพิธีที่กรุงเทพมหานคร ในรัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้าฯ ให้นำพิธีทางพระพุทธศาสนามาเพิ่มเติมด้วย โดยให้พระสงฆ์ซึ่งเป็นพระครูพระปริตรไทย ๔ รูป สวดทำน้ำพระพุทธมนต์ในพิธีสรงพระมุรธาภิเษก จึงมีน้ำพระพุทธมนต์เพิ่มขึ้นอีก อย่างหนึ่ง ต่อมาในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว น้ำสรงพระมุรธาภิเษกในการ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๑ ได้ใช้น้ำเบญจสุทธคงคาและน้ำจากสระ ๔ สระ แขวงเมืองสุพรรณบุรี เช่นเดียวกับรัชกาลก่อนๆจนกระทั่ง พ.ศ.๒๔๑๕ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปประเทศอินเดีย ทรงนำน้ำจากปัญจมหานทีตามตำราพราหมณ์กลับมาด้วย ดังนั้นน้ำสรงพระมุรธาภิเษกในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๔๑๖ จึงมีน้ำปัญจมหานทีเจือลงในน้ำเบญจสุทธคงคาและน้ำจากสระ ๔ สระ แขวงเมืองสุพรรณบุรีด้วย รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเฑียร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ ใช้น้ำเช่นเดียวกับครั้งสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งที่ ๒ ครั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภชเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๔ โปรดให้พลีกรรมตักน้ำจากแม่น้ำและแหล่งน้ำต่างๆ ที่ถือว่าสำคัญ และเป็นสิริมงคลมาตั้งพิธีเสกทำน้ำพระพุทธมนต์ ณ พระมหาเจดียสถานที่เป็นหลักของมหานครโบราณ ๗ แห่ง และมณฑล ต่างๆ ๑๐ มณฑล *30 พระธาตุซ่อแฮ จังหวัดแพร่ หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในการตั้งพิธีเสกน้ำ ในรัชกาลที่ ๗ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก 31 พระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในการตั้งพิธีเสกน้ำ ในรัชกาลที่ ๙ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ น้ำสรงพระมุรธาภิเษกในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ ได้ตั้งพิธีทำน้ำอภิเษกที่หัวเมือง มณฑลต่างๆ ๑๘ แห่ง ซึ่งสถานที่ตั้งทำน้ำอภิเษกในรัชกาลนี้ ใช้สถานที่เดียวกับในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพียงแต่เปลี่ยนจากวัดมหาธาตุ เมืองเพชรบูรณ์ มาตั้งที่วัดพระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ และเพิ่มอีกหนึ่งแห่งที่ วัดบึงพระลานชัย จังหวัดร้อยเอ็ด ต่อมารัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในการพลีกรรมตักน้ำ ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในพระราชอาณาจักรแล้วนำมาตั้งประกอบ พิธีเป็นน้ำสรงพระมุรธาภิเษกในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ ทำพิธีเสกน้ำ ณ มหาเจดียสถาน และ พระอารามต่างๆ ในราชอาณาจักรจำนวน ๑๘ แห่ง เท่ากับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่เปลี่ยนสถานที่จากเดิม ๑ แห่ง คือจากวัดพระธาตุช่อแฮจังหวัดแพร่เป็นวัดพระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่านแทน ส่วนน้ำจากสระสองห้อง เมืองพิษณุโลก ซึ่งเคยนำมาเป็นน้ำสรงพระมุรธาภิเษก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้ใช้ ในครั้งนี้เนื่องจากแหล่งน้ำดังกล่าวตื้นเขินจนไม่มีน้ำ

การเตรียมน้ำอภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิกเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ พิธีสรงพระมุรธาภิเษก หมายถึง การยกให้ หรือการแต่งตั้งโดยการทำพิธีรดน้ำซึ่งตามคติความเชื่อของพราหมณ์ถือว่า การยกให้ผู้ใดเป็นใหญ่ทรงสิทธ์อำนาดจนั้น จะต้องทำด้วยพิธีรดน้ำศักดิ์สิทธ์

๑.แหล่งน้ำศักสิทธิ์ที่ใช้สำหรับการเตรียมน้ำอภิเษกและน้ำสรงพระมุรธาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒
๑.๑ น้ำทรงพระมุรธาภิเษก ประกอบด้วย เบญจสุทธคงคา และน้ำจากสระ ๔ สระ ในจังหวัดสุพรรณบุรี
๑.๒ น้ำอภิเษก ประกอบด้วย น้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์จากกรุงเทพฯ และน้ำศักดิ์สิทธิ์จาก ๗๖ จังหวัด
รวมแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒

๒. ขั้นตอนการเตรียมน้ำสำหรับพระราชพิธีบรมราชภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒
๒.๑ พลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ทุกจังหวัด ในวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๒
๒.๒ ตั้งพิธีทำน้ำอภิเษก ณ พระอารามสำคัญต่างๆทั่วประเทศ ในวันที่ ๘ เมษษยน ๒๕๖๒
๒.๓ ทำพิธีเสกน้ำอภิเษกรวมจากกรุงเทพมหานคร และ ๗๖ จังหวัด ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ในวันที่ ๑๘ เมษษยน ๒๕๖๒
๒.๔ แห่เชิญน้ำอภิเษกจากวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ๑๙ เมษษยน ๒๕๖๒
* เบญจสุทธคงคา หมายถึงแม่น้ำ ๕ สาย สำคัญของไทย
- แม่น้ำบางประกง
- แม่น้ำป่าสัก
- แม่น้ำเจ้าพระยา
- แม่น้ำราชบุรี
- แม่น้ำเพชรบุรี
* สระ ๔ สระ ในจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นแหล่งน้ำที่ใช้สำหรับการสรงพระมุรธาภิเษกมาตั้งแต่สมัยอยุธยา
- สระคา
- สระเกษ
- สระแก้ว
- สระยมนา

ที่มา : ข้อมูลและภาพจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562